
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงินไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เรียบร้อยแล้ว
โดยเป้าหมายของโครงการนี้คือช่วยประคับประคองกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยให้ร้านค้ารายเล็กและ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น
รัฐบาลมองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเศรษฐกิจภาพรวม แต่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความอยู่รอดของผู้ประกอบการรายย่อย จึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ตัวโครงการแบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สำหรับประชาชนทั่วไป

รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้ผู้ถือบัตรประมาณ 13.18 ล้านคน จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 โดยวงเงินส่วนเพิ่ม 700 บาทต่อเดือนจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับคนพิการ ส่วนข้อจำกัดคือ หากเดือนไหนมีวงเงินคงเหลือ จะไม่สามารถยกยอดสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้
นอกจากนั้นกระทรวงการคลังจะเร่งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทยสำรวจกลุ่มคนตกหล่น เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีสิทธิอย่างแท้จริง
โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่จำเป็น โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายอีก 40% หรือประมาณ 133 บาทต่อวัน ทำให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้รวมสูงสุด 333 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 เป็นเวลา 4 เดือน
โครงการดังกล่าวเปิดรับประชาชนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยผู้มีสิทธิจะต้องมีสัญชาติไทย มีบัตรประชาชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิจากโครงการคนละครึ่งในอดีต รวมถึงไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ใช้สิทธิจะได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และหากใช้ไม่หมดภายในเดือนนั้น จะไม่สามารถนำยอดคงเหลือไปสะสมใช้ในเดือนถัดไปได้
ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่าน G-Wallet กับร้านค้าที่ร่วมโครงการได้ทุกวัน เวลา 06.00-23.00 น. ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 60% หรือสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายอีก 40% หรือประมาณ 133 บาทต่อวัน ทำให้สามารถใช้จ่ายได้รวมสูงสุด 333 บาทต่อวัน
สินค้าและบริการที่เข้าร่วม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ธุรกิจให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อช่วยบริหารต้นทุน วิเคราะห์ยอดขาย และจัดการสต๊อกสินค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยพัฒนาทักษะดิจิทัลและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นในอนาคต
ที่มา กรมประชาสัมพันธ์





