
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สมาร์ตโฟนระดับเรือธงมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รอบนี้ปัจจัยสำคัญอาจไม่ได้มาจากดีไซน์ใหม่ กล้องที่ดีขึ้น หรือชิปประมวลผลที่แรงขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะหนึ่งในต้นทุนหลักอย่างชิปและหน่วยความจำกำลังมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้ผลิตสมาร์ตโฟนหลายรายไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหว
สื่อต่างประเทศรายงานว่า Samsung กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำในอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มสูงมาก ทำให้แรมที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป รวมถึงสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊กได้รับผลกระทบไปด้วยเหมือนกัน
ปัญหาสำคัญคือ หน่วยความจำกลายเป็นชิ้นส่วนที่ถูกแย่งกันใช้ระหว่างหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะฝั่ง AI ที่ต้องใช้ RAM, DRAM และหน่วยความจำความเร็วสูงจำนวนมหาศาลสำหรับเซิร์ฟเวอร์และระบบประมวลผลขนาดใหญ่ เมื่อผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปเพิ่มให้ตลาด AI มากขึ้น อุปกรณ์ผู้บริโภคอย่างสมาร์ตโฟนก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Samsung เองนอกจากจะเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแล้ว ก็ยังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกเช่นกัน แต่การเป็นผู้ผลิตชิปเองก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะธุรกิจสมาร์ตโฟนของ Samsung ยังต้องแบกรับต้นทุนชิ้นส่วนเหมือนผู้ผลิตรายอื่น หากต้นทุนแรมสูงขึ้นมากเกินไป บริษัทอาจต้องเลือกว่าจะยอมลดกำไรลงหรือขึ้นราคาสินค้าซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงแทน

ในไตรมาสนี้ Xiaomi ส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกได้ 33.8 ล้านเครื่อง ลดลงประมาณ 19.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับกลุ่มสินค้า ลดการพึ่งพายอดขายจากรุ่นกลาง–ล่าง และหันไปเน้นรุ่นราคาสูงมากขึ้น แม้ยอดส่งมอบจะลดลง แต่ ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่อง หรือ ASP เพิ่มขึ้น 8.2% จาก 1,210.6 หยวน เป็น 1,310.1 หยวนต่อเครื่อง ซึ่งแปลว่า Xiaomi กำลังขายมือถือในกลุ่มพรีเมียมได้มากขึ้น และไม่ได้เน้นแข่งด้วยยอดขายจำนวนมากเหมือนเดิมแบบที่เคยทำมา
รายได้จากธุรกิจสมาร์ตโฟนอยู่ที่ 44,300 ล้านหยวน ลดลง 12.5% YoY แต่การที่ ASP เพิ่มขึ้นช่วยชดเชยผลกระทบจากยอดส่งมอบที่ลดลงได้บางส่วน อีกปัจจัยสำคัญคือต้นทุนชิ้นส่วนโดยเฉพาะชิ้นส่วนหน่วยความจำที่ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนหลายแบรนด์ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และอาจต้องเพิ่มราคาขายในอนาคตอีกภาพรวมของ Xiaomi ในตอนนี้คือ บริษัทกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากการขายเยอะในราคาไม่แพง ไปสู่ การขายแพงขึ้น ทำกำไรมากขึ้น และดันภาพลักษณ์พรีเมียมมากกว่าเดิม

นี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคมือถือราคาถูกสเปกแรง อาจค่อย ๆ หายไปเพราะต้นทุนสูงขึ้น และแบรนด์ใหญ่เริ่มหันไปเน้นกำไรต่อเครื่องมากกว่ายอดขายรวม สำหรับ Samsung ก็ต้องรอดูว่าจะรับมือกับปัญหาด้านต้นทุนอย่างไรต่อไป





