
Meta เปิดตัว Brain2Qwerty v2 ระบบ AI ที่สามารถแปลงสัญญาณสมองให้กลายเป็นข้อความได้โดยไม่ต้องฝังชิปหรือผ่าตัดสมอง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยที่สูญเสียความสามารถในการพูดสามารถสื่อสารได้อีกครั้ง
เป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะพูดไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยโรค ALS, กลุ่มอาการ Locked-in Syndrome และผู้ที่มีความเสียหายของสมองหรือระบบประสาท โดยหวังว่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้อุปกรณ์ฝังในสมอง

Brain2Qwerty v2 อาศัยการสแกนสมองด้วยเทคนิค Magnetoencephalography (MEG) ซึ่งตรวจจับสนามแม่เหล็กขนาดเล็กที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ประสาท โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือฝังอุปกรณ์ใดๆ
ในการพัฒนา นักวิจัยได้ให้อาสาสมัครสุขภาพดี 9 คน พิมพ์ประโยคมากกว่า 2,500 ประโยค ระหว่างที่ระบบบันทึกสัญญาณสมอง เพื่อนำข้อมูลไปฝึกโมเดล AI ให้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบคลื่นสมองกับตัวอักษรและคำ ผลการทดลองพบว่า Brain2Qwerty v2 สามารถถอดรหัสข้อความได้แม่นยำสูงสุดถึง 78% เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเวอร์ชันแรกที่ทำได้ประมาณ 48%
หัวใจสำคัญของ Brain2Qwerty v2 คือการนำเทคนิคเดียวกับที่ใช้ในโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น Llama ของ Meta และ ChatGPT มาประยุกต์ใช้ ะบบจะทำงานเป็นหลายขั้นตอน เริ่มจาก AI แปลงสัญญาณสมองให้กลายเป็นตัวอักษร จากนั้นจัดเรียงเป็นคำ ก่อนให้โมเดลภาษาเข้ามาช่วยเรียบเรียงเป็นประโยคที่สมบูรณ์และเข้าใจได้

นับเป็นครั้งแรกที่ LLM ถูกนำมาใช้เป็นส่วนสำคัญในการแปลกิจกรรมของสมองให้กลายเป็นภาษาธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี Brain-Computer Interface ในอนาคต
อีกจุดเด่นของโครงการคือ Meta ใช้ระบบ AI Agent เข้ามาช่วยปรับแต่งและพัฒนาสถาปัตยกรรมของโมเดลโดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหาวิธีลดอัตราความผิดพลาดในการถอดรหัส แต่ทีมวิจัยย้ำว่า AI ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักวิจัย” มากกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ โดยการออกแบบ การวิเคราะห์ และการตัดสินใจสำคัญยังคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

Meta ยังประกาศเปิดเผยซอร์สโค้ดของ Brain2Qwerty ทั้งเวอร์ชันแรกและเวอร์ชันล่าสุดแบบโอเพนซอร์ส เพื่อให้นักวิจัยทั่วโลกนำไปต่อยอด หวังเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา การวินิจฉัย และการรักษาโรคทางระบบประสาทให้ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้น
แม้ Brain2Qwerty v2 จะยังอยู่ในขั้นงานวิจัยและยังไม่พร้อมใช้งานจริง แต่ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า การสื่อสารด้วย “ความคิด” โดยไม่ต้องผ่าตัดสมอง เริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น และอาจกลายเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยอัมพาตและผู้สูญเสียความสามารถในการพูดในอนาคต
ที่มา gizmodo





