
ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าเพียงเพราะแบรนด์หรือความชอบส่วนตัวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับคำว่าคุ้มค่าและราคาถูกมากขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่ในความจริงแล้ว มันส่งผลกระทบลึกไปถึงระบบการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ร้านค้า แบรนด์ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงโรงงานที่อยู่เบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น และท้ายที่สุด ก็มาส่งผลกระทบต่อแรงงานกันเองด้วย
รายงานของ McKinsey เมื่อปี 2025 พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกถึง 79% มีพฤติกรรม trading down หรือหันไปเลือกสินค้าที่ถูกลง คุ้มค่าขึ้น หรือมองหาดีลน่าสนใจก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ขณะที่มากกว่าครึ่งของผู้บริโภคในการสำรวจบอกว่าพวกเขามองหาดีลแทบทุกครั้งที่ซื้อสินค้า ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าราคาถูกไม่ใช่แค่ความต้องการเล็ก ๆ ของผู้บริโภคบางกลุ่ม แต่กลายเป็นพฤติกรรมหลักของตลาดในวงกว้างเลย ในทำนองเดียวกัน PwC รายงานว่า ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหาความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป โดย 40% ของผู้บริโภคในผลสำรวจระบุว่า ตนอาจเปลี่ยนจากแบรนด์ที่ชอบไปซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า เมื่อผู้บริโภคพร้อมเปลี่ยนแบรนด์เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง แบรนด์และร้านค้าจึงต้องพยายามตั้งราคาที่สู้กันได้มากขึ้น
การลดราคาต้องแลกมาด้วยการลดต้นทุนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แบรนด์ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงโรงงานผลิต โรงงานจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องทำให้ได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง
เพียงเท่านี้ก็พอมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ? นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้ระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทสำคัญ งานวิจัยใน The International Journal of Logistics Management ซึ่งศึกษาโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปกว่า 201 แห่งในบังกลาเทศ พบว่า แรงกดดันจากผู้ซื้อและแรงกดดันจากการแข่งขันมีผลต่อการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันด้านราคา คุณภาพ และการส่งมอบ รายงานจาก OECD ระบุว่า สำหรับผู้ผลิตแล้ว การใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติในสายการผลิต เป็นเครื่องมือในการลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มความเร็ว ลดความผิดพลาด และลดการพึ่งพาแรงงานในบางขั้นตอน เมื่อผลิตได้เร็วขึ้นและสม่ำเสมอขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นก็มีโอกาสลดลง ทำให้โรงงานสามารถทำราคาได้ดีขึ้น
ทิศทางนี้เป็นกระแสสำหรับโรงงานในระดับโลกไปแล้ว International Federation of Robotics รายงานว่า ในปี 2024 มีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกประมาณ 542,000 ตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน อีกทั้งยังเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ยอดติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเกิน 500,000 ตัวต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโรงงานทั่วโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งานมากขึ้น

ความต้องการสินค้าราคาถูกของผู้บริโภคไม่ได้จบแค่ที่ป้ายราคาเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงระดับซัปพลายเชนของโลก เมื่อราคากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้ผลิตจึงต้องมองหาวิธีลดต้นทุนอย่างจริงจัง และระบบอัตโนมัติก็คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานอยู่รอดในโลกที่ทุกคนต้องการสินค้าดี ในราคาที่ถูกกว่าเดิม และปลายทางของผลกระทบนี้ก็คือแรงงานที่อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
ผลกระทบต่อแรงงานไม่ได้แปลว่าคนจะตกงานทั้งหมดในทันที แต่สิ่งที่อาจขึ้นมากกว่าคือโครงสร้างแรงงานจะเปลี่ยนไป งานบางประเภทจะลดความต้องการลง ขณะที่งานบางประเภทจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม ดูแล ซ่อมบำรุง วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ
แรงงานที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือแรงงานที่ทำงานแบบรูทีน ใช้ขั้นตอนเดิม ๆ ที่เป็นระบบได้ชัดเจน เช่น งานแพ็กสินค้า งานตรวจนับ งานคัดแยก งานประกอบบางขั้นตอน หรืองานเอกสารพื้นฐาน เพราะงานเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ระบบอัตโนมัติสามารถเข้ามาทำแทนได้ง่ายกว่า OECD ระบุว่า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมีผลต่อการจ้างงานที่ลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มงานทักษะต่ำและงานระดับกลางบางประเภท แต่งานทักษะสูงยังมีความต้องการมากขึ้น เช่น ผู้เชี่ยวชาญและช่างเทคนิค
โรงงานในอนาคตอาจไม่ได้ต้องการแรงงานจำนวนมากเท่าเดิม แต่จะต้องการแรงงานที่ทำงานกับเครื่องจักรเป็นมากขึ้น จากเดิมที่คนงานอาจใช้แรงกายเป็นหลัก อนาคตคนงานอาจต้องเข้าใจการตั้งค่าเครื่องจักร การอ่านข้อมูลจากระบบ การตรวจสอบคุณภาพด้วยเครื่องมือดิจิทัล การแก้ปัญหาเบื้องต้น และการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์หรือหุ่นยนต์ในสายการผลิต
รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum ประเมินว่า ภายในปี 2030 ทักษะสำคัญในตลาดแรงงานประมาณ 39% จะเปลี่ยนไป บ่งบอกว่าแรงงานจำนวนมากอาจจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้เงินเดือนสูงขึ้น แต่เพื่อให้ยังมีที่ยืนในตลาดแรงงานเดิมได้ต่อไป





