สหรัฐฯ​ อาจแพ้สงคราม AI จีน หลังต้นทุนแพงกว่าหลายเท่าตัว

THE SUMMARY:

ปัจจุบันเราจะเห็นโมเดล AI ออกมาจาก 2 ประเทศหลัก ๆ คือสหรัฐอเมริกาและจีน โดยจุดแตกต่างสำคัญคือต้นทุนของโทเค็นที่ต้องบอกว่าฝั่งจีนได้เปรียบกว่ามาก และอาจเป็นตัวตัดสินในสงคราม AI ได้เลย

ต้นทุนที่ต่างกันหลายเท่า

สหรัฐฯ และจีนมีโมเดลการทำธุรกิจด้าน AI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • ฝั่งสหรัฐฯ ใช้โมเดลแบบ Closed-Source จากค่ายอย่าง OpenAI, Anthropic, Google คิดราคาที่ระดับ 2.50-30 เหรียญต่อ 1 ล้านโทเค็นสำหรับอินพุต และสูงถึง 25-30 เหรียญต่อ 1 ล้าน token สำหรับเอาต์พุตในโมเดลรุ่นเรือธง อย่าง Claude Opus
  • ฝั่งจีน ใชโมเดลแบบ Open-Weight อย่าง DeepSeek มีราคาต่ำกว่ามาก โดยรุ่น V4 Flash อยู่ที่ราว 0.14-0.28 เหรียญต่อ 1 ล้านโทเค็นและรุ่น V4 Pro ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ราคาอยู่ที่ราว 0.44-0.87 เหรียญต่อ 1 ล้าน โทเค็น

ราคาโทเค็นของ AI จีนถือว่าถูกกว่าโมเดลเรือธงของสหรัฐฯ ราว 30-100 เท่า ช่องว่างด้านราคานี้จริง ๆ ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย โดยเฉพาะขาช็อปจะเห็นภาพชัดอยู่แล้วว่าสินค้าของจีนถูกกว่ามากมายขนาดไหน และด้วยต้นทุนที่ถูกจะทำให้การเปิดตลาดทำได้ง่ายกว่าด้วย โมเดลอย่าง Kimi K3 คิดค่าเอาต์พุตอยู่ที่ 15เหรีญ ต่อ 1 ล้านโทเค็น เทียบกับ Fable 5 ที่ 50 เหรียญต่อ 1 ล้านโทเค็นส่วน DeepSeek V4 ยังคงถูกที่สุดในกลุ่มที่ 87 เซนต์ต่อ 1 ล้านโทเค็นตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าช่องว่างด้านราคาไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดขณะนี้ และเป็นเหตุผลที่บริษัทอเมริกันบางรายเริ่มหันไปใช้โมเดลจีนเพื่อประหยัดต้นทุนแล้ว

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศพิจารณาระงับการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงของจีนอย่าง Kimi K3 ที่มีรายงานว่าใช้โมเดล Claude ของ Anthropic ในการเทรน ผ่านชิป Nvidia GB300 ในประเทศไทย แต่วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือไม่? หากการบังคับใช้นี้เกิดขึ้นจริง การที่บริษัทสหรัฐฯ ต้องแบกต้นทุนด้าน AI ที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันลดลง

บริษัทที่ใช้ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างส่วนของ customer service, coding, content, analytics จะแบกต้นทุนต่อหน่วยงานที่สูงกว่าคู่แข่งในเอเชียหรือยุโรปที่สามารถใช้โมเดล AI จีนได้อิสระ เมื่อภาระด้านต้นทุนถูกสะสมไปเรื่อย ๆ ต้นทุนที่สูงกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอเมริกันเอง โดยเฉพาะในธุรกิจที่ margin บางอยู่แล้ว และสุดท้าย ผลกระทบจกมาตกที่บริษัทที่พัฒนา AI ในรูปแบบ Closed-Srouce นั่นเองครับ

เจนเซ่น หวง ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

ท่ามกลางกระพิจารณานโยบายดังกล่าว เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ตรงข้ามกับทำเนียบขาว โดยบอกว่า โมเดลอย่าง Kimi K3 ถือว่ายอดเยี่ยม พร้อมกับเสนอว่า ทางสหรัฐฯ ควรเปิดรับ ไม่ใช่เลือกแบน พร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยว่าโมเดลจีนเหล่านี้อาจทำให้รัฐบาลจีนสามารถสอดแนมข้อมูลได้

หวงบอกว่า โมเดลแบบ Open Source นั้น ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดลงมาและปรับแต่งเองได้ ทำให้สามารถควบคุมด้านความปลอดภัยได้ด้วย หวงเชื่อว่าโลกต้องการทั้งโมเดล แบบ Open-Source และ Closed-Source และการมีโมเดลแบบ Open-Source คุณภาพสูงจากจีนไม่ได้แปลว่าจะทำให้ AI อเมริกันแพ้การแข่งขัน แต่กลับจะช่วยกระตุ้นการใช้งาน AI ในภาพรวมให้ขยายใหญ่ขึ้นด้วย

ที่มา X, Fortune

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...