ตอนนี้โลกการเงินกำลังเจอภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ หลังผู้สร้างเครื่องมือ AI Deepfake อย่าง Jinkusu กำลังจำหน่ายเครื่องมือที่สามารถเจาะ KYC ได้ผ่าน AI Deepfake
ตอนนี้โลกการเงินกำลังเจอภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ หลังผู้สร้างเครื่องมือ AI Deepfake อย่าง Jinkusu กำลังจำหน่ายเครื่องมือที่สามารถเจาะ KYC ได้ผ่าน AI Deepfake
YouTube เปิดตัว “เทคโนโลยีตรวจจับความเหมือน” (likeness detection technology) สำหรับครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร ช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถขอให้ลบเนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งใช้ใบหน้าหรือเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่เทคโนโลยี AI ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น บริษัท Elecrow ที่เคยใช้เสียงจำลองของ Jeff Geerling ยูทูบเบอร์ชื่อดัง เพื่อโปรโมตสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เทคโนโลยี likeness detection technology ออกแบบมาเพื่อระบุและจัดการกับเนื้อหา AI ที่ใช้ความเหมือนของครีเอเตอร์ในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น
OpenAI ประกาศ Sora แอปสร้างวิดีโอ AI จะไม่อนุญาตให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอที่มี ภาพเหมือนหรือเสียงของคนดัง อีกต่อไป หลังเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปใช้สร้าง Deepfake โดยไม่ได้รับอนุญาต OpenAI ออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างสมาคมนักแสดง SAG-AFTRA, นักแสดง Bryan Cranston รวมถึงตัวแทนจาก UTA, CAA และ Association of Talent Agents ระบุถึง “ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์” เพื่อคุ้มครองสิทธิ์เสียงและภาพเหมือนของบุคคลในเนื้อหาที่สร้างด้วย Sora 2
เซลดา วิลเลียมส์ (Zelda Williams ) ลูกสาวของโรบิน วิลเลียมส์ นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่เสียชีวิตในปี 2014 สุดจะทนชาวเน็ต โพสต์ข้อความลงในอินสตาแกรมสตอรี วอนยุดส่งวิดีโอที่สร้างด้วย AI ของเธอกับพ่อมาให้สักที เซลดาได้เขียนผ่านอินสตาแกรมสตอรี ว่า “โปรดหยุดส่งวิดีโอ AI ของพ่อมาให้สักที อย่าคิดว่าฉันอยากเห็นหรือจะเข้าใจ ฉันไม่อยากเห็นและจะไม่ดู ถ้าคุณแค่พยายามจะล้อฉัน ฉันเคยเห็นอะไรที่แย่กว่านี้มาแล้ว ฉันจะจำกัดการมองเห็นและก้าวต่อไป ได้โปรด ถ้าคุณยังมีมารยาทพอ ก็หยุดทำแบบนี้กับพ่อและกับฉัน แม้แต่กับทุกคนเถอะ มันโง่เง่า เสียเวลาและพลังงาน
รัฐบาลเดนมาร์เอาจริง เตรียแก้ไขกฎหมายสกัด Deepfake ให้ประชาชนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในร่างกาย ใบหน้า รวมถึงเสียงของตนเอง เพื่อคุ้มครองการลอกเลียนแบบข้อมูลดิจิทัล รัฐบาลเดนมาร์กประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการการคุ้มครองการลอกเลียนแบบข้อมูลประจำตัวบุคคลในรูปแบบดิจิทัล ด้วยการยื่นแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ โดยกรมวัฒนธรรมจะทำการหารือกับพรรคต่างๆ ก่อนปิดสมัยประชุมนี้ และเตรียมลงมติยื่นแก้ไขกฎหมายในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ใจความสำคัญคือ “Deepfake” จะถูกกำหนดให้เป็นการแสดงตัวตนทางดิจิทัลที่สมจริงของบุคคล โดยพลเมืองเดนมาร์กมีสิทธิ์ควบคุมลิขสิทธิ์รูปภาพ หน้าตา และเสียงของตนเอง การคุ้มครองนี้เปิดให้ชาวเดนมาร์กสามารถเรียกร้องให้แพลตฟอร์มออนไลน์ ลบข้อมูล Deepfake และการปรับแต่งทางดิจิทัลอื่นๆ ที่แชร์โดยไม่ได้รับความยินยอม นอกจากนั้นกฎหมายใหม่นี้ยังไม่อนุญาตให้สร้าง Deepfake ของศิลปินที่สร้างด้วย AI โดยไม่ได้รับความยินยอม การแก้ไขกฎหมายที่นี้ยังกำหนดให้มี “ค่าปรับมหาศาล”
วันที่ 19 พฤษภาคม 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในกฎหมาย ‘Take It Down Act’ ที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอลามกอนาจารโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของภาพ ซึ่งกรณีนี้ยังรวมไปถึงภาพที่สร้างจาก AI หรือที่เรียกว่า ‘deepfake’ อีกด้วย ภายใต้กฎหมายดังกล่าวการเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอในลักษณะนี้นับเป็นความผิดทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นภาพจริงหรือสร้างขึ้นด้วย AI ก็ตาม โดยมีบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับ และยังต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อ ขณะเดียวกันบริษัทโซเซียลมีเดีย และแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องลบเนื้อหาดังกล่าวภายใน 48 ชั่วโมง
AI เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็สามารถนำมาใช้เผยแพร่ข้อมูลที่ผิด ๆ ได้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลสเปนพยายามผลักดันออกกฎหมายใหม่ หวังที่จะสกัด Deepfake ด้วยการกำหนดค่าปรับจำนวนมหาศาลกับบริษัทที่ไม่ติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI
สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน นักสแดงสาวชื่อดัง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านกฎหมายจำกัดการใช้ AI หลังจากที่มีมือดีทำคลิป Deepfake ของเธอเผยแพร่จนไปไวรัลบนออนไลน์ คลิปวิดีโอที่ถูกสร้างโดย Deepfake นั้น เผยให้เห็นโจแฮนสัน พร้อมด้วยดาราดังคนอื่นๆ เช่น เจอร์รี เซนเฟลด์ มิลา คูนิส แจ็ก แบล็ก เดรก เจค จิลลินฮาล อดัม แซนด์เลอร์ สวมเสื้อยืดที่มีชื่อ “คานเย่” พร้อมรูปนิ้วกลางที่มีรูปดาวแห่งเดวิดอยู่ตรงกลาง สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน
Meta ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ต้องต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของเนื้อหาที่สร้างโดย AI และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์ม ล่าสุดทาง YouTube ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเงียบ ๆ ในเดือนมิถุนายน โดยเปิดให้ผู้ใช้ยื่นเรื่องขอขอลบเนื้อหาที่สร้างโดย AI ที่เอาใบหน้าหรือเสียงของเราไปใช้ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถขอลบเนื้อหา AI ประเภทนี้ภายใต้กระบวนการขอความเป็นส่วนตัวของ YouTube ซึ่งถือเป็นการขยายแนวทางที่ประกาศก่อนหน้านี้สำหรับวาระ AI ที่รับผิดชอบซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน แทนที่ผู้ใช้จะขอให้ลบเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด เช่น Deepfake ออกไป ทาง YouTube ต้องการให้คนที่ได้รับผลกระทบ ละเมิดความเป็นส่วนตัว ออกมาร้องขอให้ลบเนื้อหาโดยตรง ตามเอกสารความช่วยเหลือที่อัปเดตล่าสุดของ YouTube





