
อุตสาหกรรมการบินไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่ผันผวน ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้นในหลายเส้นทาง ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT หรือ กพท.) เดินหน้าวางนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระของสายการบินและผู้โดยสาร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินภายใต้ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ ยกระดับความปลอดภัย ส่งเสริมการบินสีเขียว และวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

แม้ช่วงต้นปีอุตสาหกรรมการบินจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อจำนวนเที่ยวบินและราคาน้ำมัน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้โดยสารก็กลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าหากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม ราคาน้ำมันจะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)
ปัจจัยหลักมาจาก “ราคาน้ำมัน” ที่ผันผวนอย่างหนัก จากช่วงกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ 85-90 เหรียฐต่อบาร์เรล พุ่งไปแตะกว่า 200 เหรียญ และปัจจุบันยังแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 127 เหรียญ แม้ราคาจะลดลงแต่ก็ยังสูงกว่าปกติ ส่งผลให้อุตสาหกรรมสายการบินที่มีกำไรน้อยเพียงแค่ 3% ต้องรับภาระหนัก
ส่วนประเด็นเรื่องตั๋วราคาหลัก 5,000 – 6,000 บาท เช่น เส้นทางหาดใหญ่ CAAT ชี้แจงว่านั่นคือตั๋วใบสุดท้ายในเที่ยวบิน (Last Minute) ซึ่งไม่ได้แพงทั้งลำ พร้อมบอกเหตุผลที่สายการบินไม่สามารถขายตั๋วราคาเดียว (Flat Rate) ได้เหมือนรถทัวร์ เพราะสายการบินต้องการ Cash Flow มาหมุนเวียนล่วงหน้าและต้องบริหารจัดการขนาดเครื่องบินให้เหมาะกับจำนวนผู้จองเพื่อคุมต้นทุนซึ่งปกติสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost Carrier) จะมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณ 70% ของที่นั่งในแต่ละเที่ยวบิน
ในด้านราคาค่าโดยสาร CAAT ระบุว่ามีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและประชาชน มีการร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งกรมท่าอากาศยาน, วินยุการบิน และทอท. เพิ่มเที่ยวบินให้รองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาล พร้อมลดค่าบริการเดินอากาศ ลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงขยายระยะเวลาชำระค่าบริการเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนและคงระดับค่าโดยสารเอาไว้
รวมถึงประสานหน่วยงานกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บางจากและปตท. สำรวจการใช้ปริมาณน้ำมันอากาศยาน ติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันเพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับ
CAAT ยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย
หน่วยงานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร และผู้ให้บริการสนามบิน พร้อมลงทุนในระบบตรวจค้นและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย รวมถึงพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ยังออกประกาศกำชับให้สายการบินและลูกเรือปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตของใบอนุญาต และย้ำหลัก “Know Your Baggage” เพื่อให้ผู้โดยสารและลูกเรือรับผิดชอบต่อสัมภาระของตนเอง ลดความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ
ในด้านการพัฒนาระยะยาว CAAT อยู่ระหว่างผลักดันแผน Thailand UAS and AAM Master Plan เพื่อรองรับยุคของ Advanced Air Mobility (AAM) หรือระบบขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่
แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนากฎหมาย มาตรฐานการบิน การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและฐานข้อมูลด้านการบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

ที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิเปรียบเสมือนปั๊มน้ำมันที่เครื่องบินแวะมาเติมน้ำมันแล้วไปต่อ แต่ปัญหาคือไทยยังขาดศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO) ที่ครบวงจร ทำให้สายการบินต่างชาติไม่เลือกไทยเป็นฐานปฏิบัติการ (Base) เพราะเมื่อเครื่องถึงกำหนดซ่อมต้องบินไปซ่อมต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและส่งผลต่อราคาตั๋วในที่สุด
ตอนนี้ AOT มีแผนแม่บท (Master Plan) ที่จะสร้าง MRO ทั้งโซนเหนือและใต้ของสุวรรณภูมิ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและยกระดับให้เราดูแลเครื่องบินได้ครบวงจร ไม่ใช่แค่เน้นตัวอาคารผู้โดยสารอย่างเดียว
ล่าสุดกรมท่าอากาศยานได้ลงนาม MOU ร่วมกับกรมธนารักษ์ เพื่อขยายระยะเวลาเช่าพื้นที่ในสนามบินจากเดิม 3 ปี เป็น 20-30 ปี เพื่อเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่สนามบินกระบี่ที่มีศักยภาพและมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงและให้บริการสายการบินส่วนตัว
นอกจากนั้นยังไทยมีโอกาสจากการขนส่งสินค้าทางอากาศมีปริมาณเพียง 0.36% ของการขนส่งทั้งหมด แต่กลับมีมูลค่าสูงถึง 30% ของมูลค่าสินค้าเข้า-ออกประเทศ กปท. จึงเล็งผลักดันให้ไทยเป็น Cargo Hub โดยเฉพาะที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีความพร้อมด้านพื้นที่และสามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงได้
อีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทย คือการได้รับเลือกจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ให้เป็นเจ้าภาพจัดงานด้าน Advanced Air Mobility ในปี 2026 ระหว่างวันที่ 1-3 ธันวาคมนี้ เอาชนะคู่แข่งอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น และอินเดีย

งานนี้จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายจัดทำ “Bangkok Statement” ซึ่งอาจกลายเป็นกรอบมาตรฐานด้านการบินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในอนาคต
การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยบนเวทีการบินโลก และเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคในทศวรรษหน้า
ภาพจาก CAAT






