iPhone 18 Pro จะใช้โมเด็ม Qualcomm เฉพาะในสหรัฐฯ​ ส่วนประเทศอื่นใช้ Apple C2

แม้ว่า Apple จะพัฒนาโมเด็มของตัวเองจนสามารถทำออกมาให้ใช้งานได้จริงแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ 5G ที่ยังทำให้ Apple ต้องใช้โมเด็มของ Qualcomm ในสหรัฐอเมริกาอยู่

สื่อต่างประเทศรายงานว่า iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาจะใช้ชิปโมเด็มของ Qualcomm ส่วนเครื่องที่จำหน่ายในประเทศอื่น ๆ จะใช้ชิปโมเด็ม Apple C2 ก่อนหน้านี้ Apple ได้เปิดตัวโมเด็ม Apple C1 ครั้งแรกใน iPhone 16e และพัฒนาต่อยอดเป็น Apple C1X สำหรับอุปกรณ์รุ่นใหม่ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการลดการพึ่งพาซัปพลายเออร์ภายนอกอย่าง Qualcomm และควบคุมฮาร์ดแวร์สำคัญภายในอุปกรณ์ด้วยตนเองทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม โมเด็มของ Apple ยังมีข้อจำกัดการใช้งานอยู่บ้าง โดยเฉพาะการรองรับคลื่น mmWave 5G ซึ่งยังเป็นเทคโนโลยีสำคัญในสหรัฐอเมริกา ต่างจากหลายประเทศที่ใช้งานเครือข่ายแบบ Sub-6 GHz เป็นหลัก ทำให้ Apple อาจยังจำเป็นต้องใช้โมเด็มของ Qualcomm สำหรับตลาดสหรัฐฯ ต่อไป

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานเครือข่าย mmWave 5G อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ให้บริการรายใหญ่หลายแห่งที่ลงทุนโครงข่ายประเภทนี้มาหลายปี แม้ mmWave จะให้ความเร็วสูงมาก แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องระยะสัญญาณและการทะลุผ่านสิ่งกีดขวาง โดยโมเด็มของ Apple ในปัจจุบันยังเน้นการรองรับเครือข่าย Sub-6 GHz ยังไม่รองรับ mmWave ทำให้โมเด็มของ Qualcomm ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตลาดสหรัฐฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

แต่ตลาดนอกสหรัฐอเมริกา ผู้ให้บริการเครือข่ายส่วนใหญ่ใช้งานเครือข่าย Sub-6 GHz เป็นหลัก ทำให้ Apple มีโอกาสนำโมเด็มที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเองอย่าง Apple C2 มาใช้กับ iPhone 18 Pro ได้โดยไม่กระทบกับประสบการณ์การใช้งาน

ข้อมูลข้างต้นนี้หลุดออกมาจากเอกสารที่มาจากซัปพลายเออร์ของ Apple หรือ Tata Electronics ซึ่งเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วน iPhone ร่วมกับ Foxconn โดยข้อมูลลับดังกล่าวมีขนาดใหญ่ถึง 630GB ถูกขโมยโดยกลุ่มแรนซัมแวร์ที่ใช้ชื่อว่า World Leaks และเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือว่าได้มาแบบผิดกฎหมาย

ใครที่ติดตามผลิตภัณฑ์ของ Apple จะทราบดีว่าบริษัทมีความพยายามในการออกแบบชิปของตัวเองมาโดยตลอด ตั้งแต่ ชิปประมวลผลตระกูล A, ชิปตระกูล M, ชิป Wi-Fi และ Bluetooth รวมถึง โมเด็มเซลลูลาร์ การพัฒนาโมเด็มเองช่วยให้ Apple สามารถควบคุมการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ดีขึ้น ลดต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอกในระยะยาว

ที่มา MacRumors

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...