ไขข้อสงสัยแอบพก “ยา/สิ่งผิดกฎหมาย” ขึ้นเครื่อง จะรอดสายตาเทคโนโลยีสแกนเนอร์ได้จริงไหม?

THE SUMMARY:

เคยสงสัยไหมเวลาที่เราเดินผ่านเครื่องสแกนที่สนามบิน หรือตอนที่กระเป๋าเลื่อนผ่านสายพาน X-ray เจ้าหน้าที่เขาเห็นอะไรในนั้นบ้าง แล้วถ้ามีคนคิดแอบซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายหรือยาเสพติด เครื่องพวกนี้จะตรวจเจอจับโป๊ะได้จริงหรือเปล่า?

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเทคโนโลยีความปลอดภัยในสนามบินให้หายคาใจกัน บอกก่อนว่านี่คือการแชร์ความรู้เชิงเทคโนโลยี ไม่ได้มาชี้ช่องทางรอดนะ

เครื่องสแกนร่างกาย (Body Scanners)

เครื่องสแกนที่เราต้องเข้าไปยืนยกมือสแกนร่างกาย มีใช้งานอยู่หลักๆ 3 ประเภททั่วโลก ซึ่งแต่ละแบบมีทีเด็ดต่างกัน

ภาพจาก Gerti at R&S

  • Millimeter Wave Scanners (คลื่นมิลลิเมตร): นี่คือรุ่นยอดนิยมที่ใช้กันทั่วโลก มันจะปล่อยรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไม่แตกตัวเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าไหม ข้อดีคือเซฟความเป็นส่วนตัวสุดๆ เพราะมันจะไม่แสดงภาพร่างเปลือยของเรา แต่ถ้ามีวัตถุต้องสงสัย หน้าจอจะขึ้นเตือนเป็น สีส้ม ตรงจุดนั้นทันที

ภาพจาก Mirddincom

  • X-ray Based Scanners (เครื่องสแกนเอ็กซ์เรย์): แบ่งเป็นแบบ Backscatter (เน้นดูใต้เสื้อผ้า/รองเท้า) และแบบ Transmission (เอ็กซ์เรย์แบบทะลุผ่านร่างกาย) ซึ่งไอ้เจ้าแบบหลังนี่แหละที่ทรงพลังมาก เพราะมันสามารถมองทะลุเข้าไปในชั้นผิวหนังและอวัยวะภายในได้ ดังนั้นใครที่คิดจะกลืนลงท้อง หรือซ่อนไว้ในช่องว่างตามร่างกาย… บอกเลยว่าไม่รอด!
  • Infrared Thermal Conductivity Scanners: เครื่องตรวจจับความร้อนใต้ร่มผ้า นิยมใช้ในบางสนามบินของสหรัฐฯ หลักการคือ ถ้าคุณซ่อนของเหลวหรือวัตถุแปลกปลอมไว้ อุณหภูมิผิวสัมผัสตรงเสื้อผ้าจะเปลี่ยนไปเร็วกว่าผิวหนังปกติ ทำให้โดนล็อกเป้าได้ง่ายๆ

เครื่องสแกนกระเป๋า (Luggage Scanners): แยกรหัสสี… ดูดีๆ ไม่มีรอด

ข้ามมาดูเครื่องสแกนกระเป๋ากันบ้าง เครื่องนี้ใช้เทคโนโลยีเอ็กซ์เรย์เพื่อสร้างภาพสิ่งของภายในกระเป๋า โดยมีแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์เรย์อยู่ด้านหนึ่งของเครื่อง และตัวตรวจจับรังสีอยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อรังสีเอ็กซ์เรย์ทะลุผ่านกระเป๋า พลังงานของรังสีจะลดลงแตกต่างกันไปตามชนิดและความหนาแน่นของวัตถุที่ขวางอยู่

เครื่องนี้จะสร้างภาพแสดงตำแหน่งของวัตถุในกระเป๋าของคุณได้ รวมถึงให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทำวัตถุเหล่านั้นด้วย 
ผ่านการจับความหนาแน่นของมวลวัตถุแล้วแปลงออกมาเป็น “สี” เพื่อให้เจ้าหน้าที่คัดกรองได้ง่ายขึ้น:

  • สีส้ม / สีเหลือง: แสดงถึง สารอินทรีย์ (Organic Materials) ที่มีความหนาแน่นต่ำ เช่น กระดาษ, อาหาร, ยา, สารระเบิด รวมถึงยาเสพติด
  • สีน้ำเงิน / สีเขียว: แสดงถึง วัตถุที่มีความหนาแน่นสูง เช่น แก้ว, โลหะ, มีด หรือปืน

ด้วยความสามารถในการสร้างภาพสิ่งของภายในกระเป๋า เครื่องสแกนจึงสามารถมองเห็นวัตถุแทบทุกชนิด รวมถึงช่องซ่อนของหรือช่องลับที่อาจถูกใช้เพื่อซุกซ่อนสิ่งของได้

ภาพจาก User:IDuke

ข้อจำกัดเครื่องสแกน

แม้เครื่องสแกนกระเป๋าจะเห็นเม็ดยาหรือผงต่างๆ เป็นสีส้ม แต่ก็ยังมีข้อจำกัดตรงที่ระบบไม่สามารถแยกออกหรอกนะว่าเป็น “ยาพารา” หรือ “สารเสพติด” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการตรวจค้นอีกครั้งให้แน่ใจ

ดังนั้นเวลาเดินทางควรพกยารักษาโรค ควรเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิมที่มีฉลากชัดเจน หรือมีใบสั่งแพทย์กำกับไว้จะดีที่สุด ส่วนการที่เจ้าหน้าที่เอาแผ่นมาป้ายๆ เช็ดๆ มือหรือกระเป๋าเรา (Swab test) อันนั้นเขาตรวจหาคราบสารระเบิด ไม่ใช่ยาเสพติดนะ

บางครั้งเราก็บริสุทธิ์ใจ 100% แต่เครื่องสแกนกลับร้องเตือนซะงั้น! สาเหตุหลักเกิดจากสารเคมีกลุ่ม กลีเซอรีน (Glycerin) และ ไนเตรต (Nitrates) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในวัตถุระเบิด มักจะซ่อนอยู่ในสิ่งของในชีวิตประจำวันจนทำให้เครื่องเข้าใจผิดได้

  • โลชั่นทาผิว, ครีมบำรุง, แชมพู หรือสบู่
  • ปุ๋ยบำรุงต้นไม้ (ถ้าคุณเพิ่งทำสวนมา)
  • สารตกค้างจากการเล่นพลุหรือดอกไม้ไฟ
  • เสื้อไหมพรมหนาๆ, รอยพับของเสื้อผ้า ของที่ลืมในกระเป๋า หรือแม้แต่ “คราบเหงื่อ” ก็อาจทำให้เครื่องสแกนร่างกายขึ้นเตือนได้เช่นกัน

ถ้าหลุดรอดเทคโนโลยี ยังมี “ด่านหน้า” สุดโหดรออยู่

มีโอกาสที่สิ่งเสพติดจะหลุดรอดสายตาเครื่องสแกนในโซน Security ไปได้ เพราะหน้าที่หลักของโซนนี้คือการตรวจอาวุธและวัตถุระเบิดเพื่อความปลอดภัยของเที่ยวบินซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันของสนามบินทั่วโลก แต่ก็ยังมีด่านสุดท้ายที่ต้องเจอนั่นก็คือ ศุลกากรและกองตรวจคนเข้าเมือง (Customs and Border Patrol) รอที่จุดหมายปลายทางอยู่ดี ซึ่งตรงนี้แหละคือของจริง

Sniffer Dogs

เจ้าหน้าที่จะใช้ทั้งการเช็กประวัติการเดินทาง, สุ่มตรวจ ทีเด็ดที่เทคโนโลยีก็ยังสู้ยากอย่าง “สุนัขดมกลิ่น (Sniffer Dogs)” ที่ถูกฝึกมาให้ดมสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ยาเสพติด, ระเบิด, เงินสดจำนวนมาก, ไปจนถึงเนื้อสัตว์หรือพืชต้องห้ามนำเข้าประเทศทำให้ยากที่จะรอดไปได้

ส่วนในไทยนั้นทางรองเลขาธิการ ป.ป.ส. แจ้งว่ามีการใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจเฉพาะขาเข้าประเทศเป็นหลัก ยกเว้นในกรณีที่มีข่าวการขนสิ่งเสพติดขาออก เนื่องจากสุนัขของเรามีจำนวนจำกัด แถมสุนัขหนึ่งตัวใช้งานได้จริงๆ แค่ 2 ชั่วโมง มีอาการเหนื่อยเหมือนคน ไม่สามารถสลับหมุนเวียนตัวละ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงได้ (ที่มา กรรมกรข่าวคุยนอกจอ)

ด้วยประสิทธิภาพของระบบสแกนสมัยใหม่ การพยายามลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมาย รวมถึงสารเสพติดผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัย มีโอกาสสูงที่จะถูกตรวจพบ และอาจนำไปสู่การตรวจค้นสัมภาระหรือการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา flight-delayed

นักเขียนสาย Introvert ที่ชื่นชอบเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างกับ มังงะ, เสียงเพลงและ idol

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...