
วงการสตรีมมิงอาจกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ iQiyi แพลตฟอร์มสตรีมมิงจากจีน เดินหน้าเดิมพันอนาคตกับ AI อย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันการสร้างภภาพยนตร์ และซีรีส์จากปัญญาประดิษฐ์ พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 16 ปี
สำหรับกลยุทธ์ใหม่ครั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปลี่ยนแอปฯ และเว็บไซต์ของตัวเองให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีความเป็นโซเชียลมีเดียมากยิ่งขึ้น พร้อมตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำของวงการบันเทิงด้วยการใช้ AI โดยมีการเปิดตัวเครื่องมือ AI ตัวใหม่ ในชื่อ ‘Nadou Pro’ ที่ช่วยให้สามารถผลิตคอนเทนต์ได้แทบจะทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเขียนบท สตอรีบอร์ด ไปจนถึงการเรนเดอร์วิดีโอตัวไฟนอล จากโมเดล AI หลากหลายบริษัท ทั้ง Alibaba, ByteDance และ Kuaishou
Nadou Pro ยังมาพร้อมคลัง IP ให้ครีเอเตอร์สามารถนำทรัพย์สินดิจิทัล และนักแสดงของ iQiyi ไปใช้สร้างผลงานใหม่ได้ และเพื่อกระตุ้นคอนเทนต์ AI ยังมีการให้ส่วนแบ่งรายได้เพิ่มอีก 20% จากโฆษณา และค่าสมาชิกแก่ผู้สร้างคอนเทนต์

แต่การประกาศนี้ก็ทำให้ iQIYI กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์อย่างหนัก หลังผู้บริหารออกมานำเสนอแผน AI Talent Database หรือฐานข้อมูลนักแสดงสำหรับสร้างตัวละครเสมือน โดยอ้างว่ามีนักแสดงกว่า 117 คนแสดงความสนใจเข้าร่วม เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างผลงานได้มากขึ้น ขณะเดียวกันนักแสดงตัวจริงจะได้พักผ่อนมากขึ้นแทนการทำงานหนักในกองถ่ายเหมือนที่ผ่านมา
โครงการดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ความชัดเจนของความยินยอม และประเด็นสิทธิในภาพลักษณ์ของนักแสดงเอง หลายสตูดิโอและนักแสดงชื่อดังออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยลงนามอนุญาตให้ใช้ภาพและเสียงกับเทคโนโลยี AI และบางรายเตรียมให้ทีมกฎหมายตรวจสอบ รวมถึงย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีใด ๆ เพื่อเลียนแบบรูปลักษณ์ของตนต้องผ่านการเจรจาและทำสัญญาอย่างชัดเจนทุกครั้ง
ฝั่ง iQIYI ต้องออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่ารายชื่อในฐานข้อมูลตอนนี้หมายถึงเพียงการแสดงเจตจำนงว่าเปิดรับการพูดคุยเท่านั้น ไม่ใช่การตกลงร่วมงานแบบผูกมัด และทุกโปรเจกต์ที่จะใช้ AI กับนักแสดงยังจำเป็นต้องทำสัญญาแยก เช่นเดียวกับการรับงานซีรีส์หรือภาพยนตร์ทั่วไป แต่คำอธิบายนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลดกระแสต้านจากสังคมออนไลน์ได้
กงอวี่ (Gong Yu) CEO ของ iQIYI ให้สัมภาษณ์ว่า ในอนาคตนักแสดงอาจถ่ายน้อยลงแต่มีผลงานออกมามากขึ้น หรือการถ่ายทำอาจกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ยิ่งเร่งให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า บริษัทกำลังมองข้ามคุณค่าของแรงงานมนุษย์ และเปิดทางให้ AI เข้ามาแทนที่นักแสดงอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ใช้โซเชียลจำนวนมากถึงขั้นประกาศว่า จะเลิกสนับสนุนคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI เพราะไม่เชื่อในคุณภาพด้านอารมณ์การแสดง และต้องการแสดงจุดยืนปกป้องสิทธิของมนุษย์ในอุตสาหกรรมบันเทิง

แม้ iQiyi จะยังลงทุนกับคอนเทนต์ที่สร้างโดยโปรดักชันมนุษย์แบบดั้งเดิม แต่บริษัทก็ยังยอมรับว่าสัดส่วนคอนเทนต์ประเภทนี้จะค่อย ๆ ลดลง เมื่อเทียบกับคอนเทนต์ที่วางแผนจะสร้างด้วย AI ในอนาคต โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้เกมหลังรายได้ของบริษัทชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการแข่งขันกับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นชื่อดัง อย่าง Douyin ของฝั่ง ByteDance
ปัจจุบัน iQiyi ร่วมกับ Alibaba Group และ Tencent Holdings ยังครองตลาดสตรีมมิงในจีน แต่พฤติกรรมผู้ชมกลับมีความกระจัดกระจายต่างจากสหรัฐฯ เนื่องจากความนิยมของวิดีโอสั้นที่ฮิตมากกว่าในภูมิภาคเอเชีย หรือที่คนไทยมักนิยมเรียกกันว่า “ซีรีส์จีนแนวตั้ง”
ไม่เพียงเท่านี้ iQiyi ยังเตรียมเปิดตัวแอปฯที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับตัวละครจากซีรีส์ต่าง ๆ ของบริษัทในรูปแบบของคลิปสั้นได้อีกด้วย ซึ่งคล้ายกับ Sora ของ OpenAI ที่กำลังจะยุติให้บริการ
แม้ว่าในปีที่ผ่านมา iQiyi จะมีรายได้จากค่าสมัครสมาชิกจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 30% ก็ตาม แต่ก็นับเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนักหากเทียบกับรายได้รวมทั้งหมด ล่าสุด iQiyi เริ่มปล่อยคอนเทนต์ AI แล้ว ประเดิมด้วยภาพยนตร์ชุดแรกกว่า 16 เรื่อง ครอบคลุมแนวไซไฟไปจนถึงอนิเมะ และนอกจากธุรกิจในจอแล้ว ยังมีการลงทุนต่อยอดคอนเทนต์สู่โลกจริง ด้วยการเปิดตัวสวนสนุกในเมืองหยางโจวของจีนอีกด้วย
หากมองธุรกิจภาพยนตร์ หรือซีรีส์แบบดั้งเดิม การผลิตคอนเทนต์หนึ่งชิ้นต้องใช้ทั้งเวลา ทรัพยากร และเงินทุนค่อนข้างสูง การเดินเกมของ iQiyi จึงสะท้อนให้เห็นชัดว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนไป “ต้นทุน” และ “ความเร็ว” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญมากกว่าที่เคย และ AI กำลังเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดข้อจำกัดเหล่านั้นลง ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนคน ลดต้นทุน และย่นระยะเวลาในการผลิตได้อย่างมีมหาศาล
อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ก็ยังมีคำถามตามมา ทั้งในแง่คุณภาพของเนื้อหาเอง ความคิดสร้างสรรค์ที่อาจถูกทำให้เป็นสูตรสำเร็จ รวมถึงผลกระทบต่อแรงงานในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสตูดิโออย่าง Netflix และ Amazon ก็กำลังเผชิญ และถกเถียงกันอยู่เช่นกัน
ที่มา: The Business Times, DramaPanda





