
กระแสลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI ดันความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วโลก ส่งผลให้ทั้ง SSD และ HDD ปรับราคาขึ้นอย่างหนัก จนการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลให้พีซีหรือซื้อไดรฟ์สำรองอาจไม่ได้มีราคาถูกเหมือนเดิมอีก
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาด SSD ได้รับผลกระทบจากความต้องการของศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ SSD ความจุสูงสำหรับงาน AI และ Cloud ทำให้ราคาที่เคยอยู่ในระดับเข้าถึงง่ายปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน เช่น SSD ขนาด 2TB ที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ราว 120–200 เหรียญ ปัจจุบันบางรุ่นมีราคาสูงถึง 400 เหรียญ ส่วน SSD ความจุขนาดเล็กอย่าง 256GB ก็มีราคาขยับขึ้นหลายเท่าเช่นกัน

แม้ HDD จะไม่ได้ใช้หน่วยความจำ NAND Flash แบบ SSD แต่ก็ไม่รอดจากกระแส AI เช่นกัน เพราะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมหาศาล และผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่กำลังสั่งซื้อ HDD ความจุสูงเป็นจำนวนมาก เมื่อ SSD มีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคและธุรกิจก็หันมาหา HDD มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพุ่งขึ้นตามไปด้วย
ราคาจึงปรับตัวแรงไม่แพ้กัน โดย HDD SATA ขนาด 4TB ที่เคยอยู่ประมาณ 120 เหรียญ ตอนนี้อาจแตะ 240 เหรียญ ส่วนรุ่น 8TB จากเดิมราว 200 เหรียญ ขยับขึ้นไปประมาณ 400 เหรียญ
สถานการณ์นี้ทำให้ HDD กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะงานที่เน้น ความจุมากกว่าความเร็ว เช่น การสำรองข้อมูล เก็บรูปภาพ วิดีโอ หรือคลังไฟล์ขนาดใหญ่ แต่สำหรับระบบปฏิบัติการ โปรแกรม และเกมที่ต้องการความเร็วสูง SSD ยังคงเหมาะสมกว่าอย่างชัดเจน เพราะมีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลสูงกว่า HDD มาก
แนวทางที่คุ้มกว่าในช่วงนี้อาจเป็นการ แบ่งงานให้ถูกประเภท ใช้ SSD กับงานที่ต้องการความเร็ว และใช้ HDD สำหรับงานเก็บข้อมูลระยะยาวหรือ Backup ข้อมูลสำคัญๆ
ที่มา engadget






