
OpenAI เปิดตัว GPT-6 Sol และ GPT-6 Luna สองโมเดลใหม่ที่ต่อยอดเทคโนโลยีจาก GPT-6 Astra โดยเน้นเพิ่มความคุ้มค่า ลดต้นทุน และทำให้ AI ระดับสูงสามารถนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันและแอปพลิเคชันต่างๆ ได้กว้างขึ้น
OpenAI ระบุว่า แม้งานที่ซับซ้อนและต้องการความสามารถสูงสุดยังเหมาะกับ GPT-6 Astra แต่การใช้งานจริงในแต่ละวันมีตั้งแต่งานเล็กๆ ไปจนถึงงานระดับองค์กร รวมถึงมีข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณแตกต่างกันไป จึงพัฒนา Sol และ Luna เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกโมเดลที่เหมาะกับลักษณะงานมากขึ้น
GPT-6 Sol และ Luna ได้รับการฝึกด้วยแนวทางเดียวกับ GPT-6 Astra ทำให้ทั้งคู่ต่อยอดความสามารถสำคัญของโมเดลเรือธง ไม่ว่าจะเป็น งานระดับมืออาชีพ การเขียนโค้ด ความถูกต้องของข้อมูล การใช้งานคอมพิวเตอร์ และการทำงานร่วมกับผู้ใช้
OpenAI ยังปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารให้คำตอบมีความชัดเจนมากขึ้น ลดการใช้ศัพท์เฉพาะหรือสำนวนที่ซับซ้อนเกินจำเป็น และลดรายละเอียดที่ไม่สำคัญ ทำให้การสนทนาโดยเฉพาะเรื่องเทคนิคและการเขียนโค้ดกระชับขึ้น แต่ยังคงสาระสำคัญเอาไว้
แนวทางนี้ทำให้ Sol และ Luna ไม่ได้เน้นเพียงการตอบคำถามทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ AI Agents ที่สามารถทำงานหลายขั้นตอนแทนผู้ใช้ เช่น จัดการเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจ วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์

หนึ่งในไฮไลต์ของ GPT-6 Sol และ Luna คือการลดราคา API ลง 50% เมื่อเทียบกับราคาโปรโมชันของ GPT-5.6
สำหรับ GPT-6 Sol ราคาอยู่ที่ 2 เหรียญต่อ 1 ล้าน Input Tokens และ 10 เหรียญต่อ 1 ล้าน Output Tokens ลดจากเดิม 4 และ 20 เหรียญตามลำดับ
ส่วน GPT-6 Luna มีราคา 0.10 เหรียญต่อ 1 ล้าน Input Tokens และ 0.50 เหรียญต่อ 1 ล้าน Output Tokens ลดลงจาก 0.20 และ 1.20 เหรียญ
การลดราคานี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักพัฒนา เพราะ AI Agents และ Coding Agents มักต้องทำงานหลายขั้นตอนและส่งข้อมูลเข้าโมเดลจำนวนมาก หากต้นทุนต่อคำขอลดลง ก็จะเปิดโอกาสให้ทีมสามารถทดลอง ปรับปรุง และให้ AI ทำงานที่ซับซ้อนได้ต่อเนื่องมากขึ้น
ทาง OpenAI วางตำแหน่ง GPT-6 Sol ให้เป็นโมเดลที่เหมาะกับงานซับซ้อน โดยเฉพาะ Professional Workflows และ AI Agents
ในการทดสอบ AutomationBench ซึ่งวัดความสามารถของ AI ในการทำงานข้ามแอปพลิเคชัน GPT-6 Sol ที่ใช้ระดับการประมวลผลสูงสุดทำคะแนนได้ 33.2% ขณะที่ต้นทุนต่อภารกิจอยู่ที่ประมาณ 0.27 ดอลลาร์
ด้าน Agents’ Last Exam ซึ่งวัดความสามารถของ AI Agent ในงานระดับมืออาชีพที่มีหลายขั้นตอน GPT-6 Sol ทำคะแนนได้ 56.4% ในระดับความพยายามสูงสุด และมีต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่ารุ่นคู่แข่งที่นำมาเปรียบเทียบอย่างมาก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแนวคิดของ OpenAI ที่ต้องการให้ AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกใช้โมเดลระดับสูงสุดในทุกงาน
อีกพื้นที่ที่ OpenAI ให้ความสำคัญคือ Coding Agent ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดทั่วไป ไปสู่ AI ที่สามารถรับผิดชอบงานด้านซอฟต์แวร์ที่มีขอบเขตกว้างและใช้เวลานานขึ้น
GPT-6 Sol ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการเขียนโค้ดอย่างมากเมื่อเทียบกับ GPT-5.6 Sol และสามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงกับโมเดลระดับสูงจากคู่แข่งในการทดสอบบางรายการ ขณะที่มีต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่า
ในการทดสอบ DeepSWE v1.1 ซึ่งวัดความสามารถด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์บนฐานโค้ดจริง GPT-6 Sol ที่ระดับความพยายามสูงสุดทำคะแนนได้ 68.8% ใกล้เคียงกับคะแนน 69.9% ของ Claude Fable 5 ที่ใช้ระดับความพยายามสูงสุด แต่ OpenAI ระบุว่าต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่าประมาณ 80%
ส่วน GPT-6 Luna ก็รองรับงานเขียนโค้ดที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยในการทดสอบเดียวกันทำคะแนนได้ 66.6% ขณะที่มีต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่าโมเดลระดับสูงบางรุ่นอย่างมาก
OpenAI ยังระบุว่าได้ปรับปรุงเรื่อง ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของคำตอบ โดยจากการประเมินภายในที่ใช้บทสนทนาจริงซึ่งผ่านการลบข้อมูลระบุตัวตน GPT-6 Sol มีอัตราความผิดพลาดลดลงประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
ส่วน GPT-6 Luna ก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยเมื่อใช้ระดับความพยายามสูงสุด สามารถให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GPT-5.6 Sol ในบางการประเมิน แต่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม OpenAI ระบุว่าการประเมินเหล่านี้เป็นการทดสอบในสถานการณ์ที่ออกแบบมาให้มีความท้าทาย และไม่ได้หมายความว่าจะสะท้อนอัตราความผิดพลาดในการใช้งานทั่วไปทั้งหมด
ด้าน Computer Use หรือความสามารถในการให้ AI ทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ GPT-6 Sol ก็ได้รับการพัฒนาเช่นกัน ในการทดสอบ OSWorld 2.0 แบบออฟไลน์ GPT-6 Sol ที่ระดับความพยายามสูงสุดทำคะแนนได้ 60.5% ใกล้เคียงกับ Claude Opus 5 ที่ระดับความพยายามปานกลางซึ่งทำได้ 60.3% แต่ OpenAI ระบุว่าต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่าประมาณ 80%
ส่วน GPT-6 Luna สามารถทำผลงานเหนือกว่า GPT-5.6 Sol ในการตั้งค่าที่นำมาเปรียบเทียบ โดยใช้ต้นทุนเพียงประมาณหนึ่งในสิบ
นอกจากลดราคาโมเดลแล้ว OpenAI ยังปรับปรุงระบบ Prompt Caching สำหรับ GPT-6 เพื่อช่วยลดต้นทุนของแอปพลิเคชันที่ต้องใช้บริบทเดิมซ้ำๆ ระบบสามารถนำข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในแคชกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น ทำให้ AI Agents ไม่จำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลเดิมทั้งหมดทุกครั้ง ส่งผลทั้งต่อความเร็วและต้นทุน
สำหรับ Input Token ที่อยู่ในแคช OpenAI ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 90% ซึ่งมีประโยชน์โดยเฉพาะกับ Agent ที่ต้องทำงานต่อเนื่องและมีบริบทจำนวนมาก
นักพัฒนายังสามารถตรวจสอบการทำงานของแคชผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงกำหนดจุดที่ต้องการเก็บข้อมูลใน Prompt เพื่อควบคุมการนำบริบทกลับมาใช้ใหม่ได้ละเอียดขึ้น
OpenAI ระบุว่า GitHub พบว่าการปรับปรุงเหล่านี้ช่วยลดสัดส่วน Prompt Token ที่ต้องประมวลผลใหม่ลงมากกว่า 50% จากคำขอหลายพันล้านรายการที่ส่งไปยังโมเดลของ OpenAI ซึ่งช่วยให้ Copilot ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น
GPT-6 Sol และ Luna ยังต่อยอดแนวทางด้าน Alignment จาก GPT-6 Astra ซึ่ง OpenAI ระบุว่าเป็นโมเดลที่มีความสอดคล้องกับเจตนาของผู้ใช้สูงที่สุดของบริษัท จากการประเมินของ OpenAI ทั้ง Sol และ Luna มีประสิทธิภาพดีกว่า GPT-5.6 ในหลายด้าน รวมถึงลดกรณีที่ AI ให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดเกี่ยวกับงานเขียนโค้ด
เป้าหมายคือทำให้โมเดลไม่ได้เพียงแค่ “ทำตามคำสั่ง” แต่สามารถเข้าใจบริบทและเจตนาของผู้ใช้ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังคงให้คำตอบที่ชัดเจนและเหมาะสมกับงานที่ได้รับ
แม้ OpenAI จะเปิดตัว Sol และ Luna เพื่อเพิ่มทางเลือก แต่บริษัทระบุว่า GPT-6 Astra ยังคงเป็นโมเดลที่มีความสามารถสูงสุด สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูงสุดโดยไม่จำกัดเรื่องต้นทุน
ในทางกลับกัน GPT-6 Sol จะเหมาะกับงานที่ต้องการความฉลาดสูงและทำงานซับซ้อน ขณะที่ GPT-6 Luna เน้นความคุ้มค่าและการใช้งานในวงกว้าง แนวทางนี้ทำให้ตระกูล GPT-6 มีตัวเลือกที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่งานทั่วไป ไปจนถึงงานระดับมืออาชีพและ AI Agent ที่ต้องประมวลผลจำนวนมาก
GPT-6 Sol และ GPT-6 Luna เปิดให้ใช้งานแล้วใน ChatGPT Work และ Codex สำหรับผู้ใช้ Plus, Pro, Business, Enterprise และ Edu ส่วนผู้ใช้ Free และ Go สามารถเข้าถึง GPT-6 Luna ผ่านแอปพลิเคชันบนเดสก์ท็อป โดยโมเดลใหม่ยังไม่เปิดให้ใช้งานในส่วน Chat สำหรับทุกแพ็กเกจ สำหรับนักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานผ่าน API ได้ในชื่อ gpt-6-sol และ gpt-6-luna
ที่มา openai







