เครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen หรือที่ขนานนามว่า “ฉลามอันดามัน” คือยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่เสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทยให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด กองทัพอากาศไทยเริ่มจัดหา Gripen รุ่น C/D จากสวีเดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และรับมอบครบ 12 ลำภายในปี พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน Gripen จำนวน 11 ลำประจำการอยู่ที่ฝูงบิน 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกันภัยทางอากาศหลักในพื้นที่ภาคใต้ และมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังพื้นที่ทางทะเลอันดามันและอ่าวไทย
ล่าสุดในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 รัฐบาลไทยยังได้ลงนามจัดหา Gripen รุ่น E/F เพิ่มเติมอีก 12 ลำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระบบอากาศยานนี้ และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อทดแทนเครื่องบิน F-16 ที่จะทยอยปลดประจำการในอนาคต
Gripen พัฒนาและผลิตโดยบริษัท Saab AB จากประเทศสวีเดน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ลดความซับซ้อนและต้นทุนการบำรุงรักษา จึงถูกเรียกว่า เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์(JAS ในชื่อย่อมาจาก “Jakt, Attack, Spaning” ในภาษาสวีเดน ซึ่งแปลว่า “ขับไล่, โจมตี, ลาดตระเวน”)
Gripen ถูกออกแบบมาให้สามารถปฏิบัติการได้จากรันเวย์สั้น ๆ หรือแม้แต่จากถนนหลวงที่ถูกดัดแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว เพื่อกระจายกำลังและลดความเสี่ยงจากการโจมตีฐานบินหลัก และยังมุ่งเน้นที่ ต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ต่ำ เพื่อให้เป็นเครื่องบินที่คุ้มค่าสำหรับประเทศที่มีงบประมาณจำกัด แต่ยังคงประสิทธิภาพสูง พร้อมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัยและระบบ Data Link ที่เป็นเลิศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติการในสภาวะสงครามเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านสเปกและขีดความสามารถ Gripen มี ความเร็วสูงสุด ประมาณ Mach 2 หรือ 2,130 – 2,460 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีน้ำหนักเปล่า ประมาณ 6,800 – 8,000 กิโลกรัม และ น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด ประมาณ 14,000 – 16,500 กิโลกรัม ด้วย ความยาว 14.10 เมตร (รุ่นสองที่นั่ง 14.80 เมตร) ระยะระหว่างปลายปีก 8.4 – 8.6 เมตร และ ความสูง 4.5 เมตร
ในส่วนของ ระบบอาวุธ Gripen ติดตั้งปืนกลอากาศ Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. และสามารถบรรทุกอาวุธได้หลากหลาย เช่น AIM-9 Sidewinder, AIM-120 AMRAAM, IRIS-T, และ Meteor ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลแบบ Ramjet รวมถึง อาวุธนำวิถีอากาศสู่พื้น/ทะเล เช่น AGM-65 Maverick, RBS-15F (ขีปนาวุธต่อต้านเรือ/โจมตีภาคพื้นดิน), KEPD 350 Taurus (ขีปนาวุธร่อน), Brimstone และยังสามารถบรรทุก ระเบิด นำวิถีเลเซอร์ (เช่น GBU-12 Paveway II), ระเบิดเอนกประสงค์ (Mk 82, Mk 83, Mk 84), ระเบิดคลัสเตอร์ (Bk.90) และ GBU-39 Small Diameter Bomb (SDB) ได้อีกด้วย
จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Gripen แตกต่างและล้ำหน้าคือ ระบบ Data Link T (Datalink) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เครื่องบินสามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์กับเครื่องบินลำอื่น ๆ, เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ (เช่น Saab 340 Erieye AEW&C), เรือรบ และศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินได้ ข้อมูลเป้าหมาย, ภาพสถานการณ์ และภัยคุกคามจะถูกแบ่งปันให้นักบินทุกคนรับทราบพร้อมกัน เกิดเป็น “ภาพสถานการณ์ร่วม” ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิด Network Centric Warfare
นอกจากนี้ ในรุ่น E/F ที่ไทยกำลังจะได้รับมอบจะมาพร้อมกับ เรดาร์ AESA (Active Electronically Scanned Array) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลกว่า 200 กิโลเมตร และติดตามเป้าหมายได้หลายเป้าหมายพร้อมกันในทุกสภาพอากาศ รวมถึงความสามารถในการโจมตีเป้าหมายแบบ “ยิงก่อนเห็น” (Beyond Visual Range – BVR)
Gripen ยังมีชื่อเสียงด้าน ความคล่องตัวสูง และการออกแบบที่กะทัดรัด ทำให้สามารถปฏิบัติการจากรันเวย์ที่สั้น หรือแม้กระทั่งถนนหลวงที่ดัดแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว คุณสมบัตินี้ช่วยให้กองทัพอากาศไทยสามารถกระจายกำลังเครื่องบินไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากฐานทัพหลักถูกโจมตี เพิ่มขีดความสามารถในการอยู่รอดและปฏิบัติการต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ สถาปัตยกรรมระบบเปิด (Open Architecture) ซึ่งหมายถึงระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการอัปเกรดและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต ทำให้กองทัพอากาศสามารถปรับปรุงขีดความสามารถของเครื่องบินให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กองทัพอากาศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการนำเครื่องบิน Gripen ออกปฏิบัติภารกิจ โจมตีทางอากาศจริงเป็นครั้งแรกของโลก ณ ยุทธบริเวณ “ภูมะเขือ” และ “ปราสาทตาเมือนธม” เพื่อตอบโต้และสกัดกั้นการใช้อาวุธของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของเครื่องบินรุ่นนี้ในกองทัพอากาศไทย และเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจจริง
การตัดสินใจของกองทัพอากาศไทยในการเลือก Gripen ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงความคุ้มค่าและข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาว หนึ่งในเหตุผลหลักคือ ต้นทุนการปฏิบัติการที่ต่ำกว่า (Lower Operating Cost) โดยทั่วไปแล้ว ต้นทุนการปฏิบัติการต่อชั่วโมงบินของ Gripen อยู่ที่ประมาณ 152,500 – 227,300 บาท ซึ่งต่ำกว่า F-16 อย่างเห็นได้ชัด (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 227,300 – 389,600 บาท หรือสูงกว่านั้น) การที่ Gripen มีต้นทุนที่ถูกกว่านี้ ทำให้กองทัพอากาศสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับการฝึกบินและบำรุงรักษาได้เพียงพอ โดยไม่กระทบต่อจำนวนชั่วโมงบินที่สำคัญต่อการรักษาสมรรถนะของนักบิน
นอกจากนี้ Gripen ยังถูกออกแบบมาให้บำรุงรักษาและเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจใหม่ได้รวดเร็ว โดยใช้จำนวนกำลังพลภาคพื้นดินน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและการฝึกอบรมในระยะยาว และที่สำคัญคือ นโยบายชดเชยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ข้อเสนอจากสวีเดนไม่ได้มีเพียงการขายเครื่องบิน แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และการฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและช่างเทคนิค ทำให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองในการบำรุงรักษาและพัฒนาขีดความสามารถของ Gripen ได้ในระยะยาว