
ก่อนที่น้อง Mirumi จะเดินทางถึงประเทศไทย คุณพ่อผู้สร้างมิรุมิอย่างชุนสุเกะ อาโอกิ (Shunsuke Aoki) CEO ของ Yukai Engineering ได้เยือนประเทศไทยเพื่อปูลู่ทางฟาร์มมิรุมิที่นี่ เราจึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณชุนสุเกะในมุมมองผู้สร้าง การทำงาน และสิ่งต่อไปในอนาคต ซึ่งแม้ปัจจุบันเขาคือผู้สร้างหุ่นยนต์น่ารัก แต่ในอดีตคุณชุนสุเกะเป็นถึงผู้ร่วมก่อตั้ง teamLab บริษัทที่สร้างประสบการณ์แสงเสียงตระการตา ที่คนไทยสายเที่ยวญี่ปุ่นรู้จักกันดีเลยนะ
Q: ประวัติของคุณน่าสนใจมาก ทั้งในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ teamLab บริษัทที่สร้างประสบการณ์ดิจิทัลขนาดใหญ่ และเคยเป็น CTO ของ Pixiv มาก่อน อะไรทำให้คุณตัดสินใจมาท้าทายตัวเองกับการสร้าง หุ่นยนต์ที่จับต้องได้จริง ที่ Yukai Engineering
A: เหตุผลที่ใหญ่ที่สุดคือ การสร้างหุ่นยนต์เป็นความฝันตั้งแต่วัยเด็ก ผมอยากมีโอกาสทำงานที่ได้สร้างหุ่นยนต์ด้วยมือของตัวเองสักครั้งหนึ่ง นั่นคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มาถึงจุดนี้
Yukai เป็นคำญี่ปุ่นที่แปลว่าสนุก เพลิดเพลิน
Q: Yukai Engineering มีแนวคิดที่น่าสนใจ คือไม่ได้เริ่มจากการวิเคราะห์ตลาดอย่างเดียว แต่เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองอยากได้จริงๆ อยากให้ยกตัวอย่างกรณีที่ไอเดียส่วนตัวของสมาชิกทีมกลายมาเป็นสินค้าจริง
A: ผลิตภัณฑ์ของเราหลายชิ้นเริ่มต้นจากความรู้สึกส่วนตัวของคนในทีมจริงๆ
ตัวอย่างแรกคือ Amagami Ham Ham หุ่นยนต์ที่จำลองความรู้สึกเหมือนถูกงับนิ้วเบาๆ ไอเดียนี้เกิดจากสมาชิกในทีมคนหนึ่งที่กำลังเลี้ยงลูก และรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ลูกงับนิ้วเบาๆ เป็นประสบการณ์ที่มีความสุขมาก เลยอยากเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์
อีกตัวอย่างคือ MIRUMI ซึ่งเริ่มจากพนักงานคนหนึ่งเห็นเด็กทารกที่เกาะแม่อยู่บนรถไฟ เด็กคนนั้นหันมองไปรอบๆ แล้วทำให้คนรอบข้างยิ้มตาม บางคนถึงกับพยายามทำหน้าตลกให้เด็กหัวเราะ แม้บางครั้งจะโดนเมินก็ตาม เราเลยเริ่มคิดว่า จะทำหุ่นยนต์ที่สร้างบรรยากาศแบบนั้นได้ไหม

Q: หลังจากทำต้นแบบแล้ว คุณนำไปให้พาร์ตเนอร์ขาย เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือตัวแทนต่างประเทศดู คุณประเมินปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างไร และใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้
A: ไอเดียทุกชิ้นที่เราทำ เราอยากผลักดันให้กลายเป็นสินค้าให้ได้ก่อนเสมอ เพราะฉะนั้นเราจะนำต้นแบบไปให้คนหลายกลุ่มดูซ้ำๆ จนกว่าจะมั่นใจมากพอ ไม่ว่าจะเป็นบายนิ่งจากห้างสรรพสินค้า หรือคนในเอเจนซีโฆษณา กระบวนการนี้ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อวัดปฏิกิริยา แต่ยังช่วยให้เราได้ไอเดียใหม่กลับมาด้วย การพาไอเดียออกไปเจอคนจำนวนมากจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์

Q: MIRUMI มีจุดเด่นที่การเคลื่อนไหวเรียบง่าย เช่น มอง หัน หรือซ่อนหน้า ในฐานะนักออกแบบหุ่นยนต์ การทำหุ่นยนต์ที่มีฟังก์ชันน้อยกลับยากกว่าหรือไม่ และมีฟังก์ชันอะไรที่ตัดออกระหว่างทางบ้างไหม
A: สำหรับเรา การทำให้เรียบง่ายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราตั้งใจลดต้นทุน และในขณะเดียวกันก็อยากให้หุ่นยนต์แต่ละตัวโฟกัสกับปฏิสัมพันธ์หลัก เพียงหนึ่งอย่างมากกว่า ไม่อยากใส่ฟังก์ชันจำนวนมากเกินไปในผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว ดังนั้นตอนคิด MIRUMI เราจึงวางแนวทางไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ใช้ฟังก์ชันน้อยที่สุด แต่ยังคงถ่ายทอดประสบการณ์ที่ต้องการได้
Q: แล้วความท้าทายที่ยากที่สุดในการพัฒนา MIRUMI คืออะไร
A: สิ่งที่ยากที่สุดคือการหาดีไซน์ที่ลงตัว ภายในทีมเราได้ทดลองหลายรูปแบบมาก ทำต้นแบบหลายเวอร์ชัน และจริง ๆ รูปลักษณ์ในช่วงแรกต่างจากเวอร์ชันปัจจุบันมากพอสมควร เราต้องลองผิดลองถูกซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ มาลงตัวที่รูปร่างแบบที่เห็นในที่สุด

Q: ทำไมหุ่นยนต์ของ Yukai Engineering ถึงไม่ค่อยใช้ใบหน้าคนจริง และมักออกมาในรูปแบบที่เรียบง่ายกว่า
A: สำหรับเรา ถ้าอยากให้หุ่นยนต์ดูน่ารักและเข้าถึงง่าย เราต้องค่อย ๆ ลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ดีไซน์ที่เรียบง่ายจึงเหมาะกับแนวทางของเรามากกว่า นี่คือเหตุผลที่เราไม่ค่อยเลือกใช้ใบหน้ามนุษย์แบบสมจริง
ใบหน้ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีข้อมูลเยอะมาก ถ้าพยายามสร้างมันขึ้นมาด้วยเครื่องจักรแบบตรงไปตรงมา มันมีโอกาสสูงที่จะออกมาน่ากลัวหรือชวนไม่สบายใจมากกว่าน่ารัก
Q: คุณคิดว่าหุ่นยนต์ที่จับต้องได้จริง มีคุณค่าบางอย่างที่ AI บนหน้าจอให้ไม่ได้หรือไม่ และ AI จะเปลี่ยนอนาคตของ Yukai Engineering อย่างไร
A: ผมคิดว่ามีแน่นอน ทุกวันนี้เราใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และสมาร์ตวอตช์กันตลอดเวลา จนต้องเผชิญกับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนมากเหนื่อยล้าจากการประมวลผลข้อมูลตลอดทั้งวัน ในมุมมองของผม มนุษย์ควรได้ใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ตัวมากขึ้น และเรามองว่าหุ่นยนต์สามารถช่วยเรื่องนี้ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราพยายามทำหุ่นยนต์โดยไม่พึ่งหน้าจอให้มากที่สุด
อุปกรณ์ที่มีหน้าจอช่วยให้เราสื่อสารกับคนที่อยู่ไกลได้ก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็อาจรบกวนการสื่อสารกับคนที่อยู่ตรงหน้าได้เช่นกัน เราเชื่อว่าหุ่นยนต์สามารถทำบางสิ่งที่สมาร์ตโฟนทำไม่ได้ และในอนาคต AI จะช่วยให้หุ่นยนต์กลมกลืนกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้มากขึ้น

Q: ตลอดประวัติของบริษัท มีต้นแบบหรือผลิตภัณฑ์ที่คุณชอบมากเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จบ้างไหม และคุณได้เรียนรู้อะไรจากมัน
A: มีเยอะครับ หลายอย่างไม่ประสบความสำเร็จในทันที แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางไอเดียที่ใช้เวลาถึงประมาณ 5 ปี กว่าจะพัฒนาไปจนออกมาเป็นสินค้าได้จริง สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ไอเดียที่เคยถูกพับเก็บไว้ ไม่ได้แปลว่ามันหมดคุณค่าไปแล้ว บางครั้งมันแค่ยังไม่ถึงเวลา ในอนาคตมันอาจกลับมาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้
Q: ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ก่อนหน้าไปจนถึง MIRUMI บริษัทใช้คราวด์ฟันดิงเป็นช่องทางสำคัญ คุณมองว่าคราวด์ฟันดิงเป็นช่องทางขาย หรือเป็นสนามทดลองตลาดมากกว่ากัน
A: ตอนที่เรานำสินค้าไปขึ้นคราวด์ฟันดิง เราได้ผ่านการทดลองมาในระดับหนึ่งแล้ว และเลือกเฉพาะสิ่งที่เรามองว่ามีศักยภาพและมั่นใจพอสมควร เพราะฉะนั้นในแง่นี้ มันค่อนข้างใกล้กับการเป็นช่องทางขาย แต่สิ่งที่น่าสนใจของคราวด์ฟันดิงคือ มันทำให้ลูกค้าที่สั่งซื้อไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่กลายเป็นเหมือนคนวงใน หรือคนที่ร่วมเดินทางไปกับแบรนด์ได้ ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตกับลูกค้า แต่ใกล้เคียงกับการเป็นพวกเดียวกันมากขึ้น

Q: Yukai Engineering ทำสินค้าที่มีความเฉพาะตัวสูงมาก คุณรับมือกับของปลอมหรือสินค้าลอกเลียนแบบอย่างไร
A: แน่นอนว่าการจดสิทธิบัตรด้านดีไซน์หรือจดเครื่องหมายการค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลกไม่ใช่เรื่องง่าย และมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เรากำลังเดินหน้าจดทะเบียนทั้งสิทธิบัตรด้านดีไซน์และเครื่องหมายการค้าให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย เป้าหมายคือทำให้ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ รวมถึงในไทย สามารถซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น





