
หลังจากที่ปล่อยให้แฟน ๆ ในไทยเฝ้ารอคอยสมาร์ตโฟนตระกูล Mate มานานกว่า 2 ปี ในที่สุดหัวเว่ยก็เปิดตัว Huawei Mate 80 Pro ในตลาดไทยอีกครั้ง พร้อมหูฟังไร้สายตัวท็อปรุ่นใหม่อย่าง HUAWEI FreeBuds Pro 5 และสมาร์ตวอทช์สายกอล์ฟ/ดำน้ำตัวจบ HUAWEI WATCH Ultimate 2 Green Edition


ที่ผ่านมา Huawei Mate จัดเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยคู่กับ P-Series หรือ Pura ในปัจจุบัน โดย Mate จะเป็นสมาร์ตโฟนที่เน้นนวัตกรรมโครงสร้าง ส่วน Pura จะเน้นนวัตกรรมกล้อง ซึ่งใน Mate 80 Pro รุ่นนี้หัวเว่ยปรับปรุงหลายอย่างคือ
งานดีไซน์ที่เน้นความทนทาน ด้วยตัวเครื่องขอบแบบ Flat Edge ตัดเรียบ พร้อมกระจกหน้าจอ Kunlun Glass เจเนอเรชันที่ 2 ที่ทนการตกกระแทกได้ดีกว่ากระจกทั่วไปถึง 20 เท่า ผสานกับฝาหลังวัสดุ Vegan Fiber ที่ทนแรงกระแทกได้ถึง 5 เท่า ได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับท็อปสุด IP68 และ IP69 ดีไซน์พิเศษคือโมดูลกล้องหลังมาในดีไซน์วงแหวนคู่ “Dual Space Ring” ภายใต้ธีม Infinity ที่สื่อถึงการไร้ขีดจำกัด

ส่วนกล้องหลัง 3 เลนส์ ทำงานร่วมกับ เซ็นเซอร์เสริม True Color ที่ช่วยให้การเก็บสีสันต่างๆ เที่ยงตรงเหมือนตาเห็น โดยกล้องหลักความละเอียด 50MP เก็บแสงได้มากขึ้น 96% มีช่วงไดนามิก (DCG HDR) เพิ่มขึ้น 300% และเลนส์ซูมสามารถถ่าย Tele-macro 48MP ที่สามารถซูมออปติคอล 4 เท่า และโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดถึง 5 เซนติเมตร เก็บรายละเอียดภาพมาโครได้คมชัดยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ AI Composition ที่ช่วยแนะนำการจัดองค์ประกอบภาพ (จัดคอมโพส) ให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นแบบเรียลไทม์
มาพร้อมหน้าจอ X-True Display ชนิด OLED ขนาด 6.75 นิ้ว ดันความสว่างสูงสุดได้ถึง 3,000 nits สู้แดดเมืองไทยได้สบาย ด้านประสิทธิภาพโดยรวมแรงขึ้น 21% และระบายความร้อนได้ดีขึ้นด้วยระบบ SuperCool Dual Phase ที่ลดอุณหภูมิลงได้ 33% พร้อมแบตเตอรี่จุใจ 5750 mAh รองรับชาร์จไวมีสาย 100W และไร้สาย 80W
ตัวอย่างภาพจากกล้องของ Huawei Mate 80 Pro





สำหรับตลาดสมาร์ทวอทช์ไฮเอนด์ รอบนี้หัวเว่ยเปิดตัวสีใหม่ Green Edition ที่ออกมาตอบโจทย์สายตีกอล์ฟโดยเฉพาะ ตั้งแต่โหมดไดร์ฟกอล์ฟ (Driving Range) ที่สามารถเช็คองศาการสวิง (Backswing/Downswing) พร้อมเลือกไม้กอล์ฟเพื่อดูสถิติส่วนตัวได้ ไปจนถึงการลงสนามจริงที่รองรับสนามกอล์ฟกว่า 17,000 แห่งทั่วโลก มีฟีเจอร์ Custom Green Flagstick ที่ให้เราเลื่อนปักธงบนกรีนเองได้เพื่อหาระยะที่แม่นยำที่สุด รวมถึงหมุนดูกรีน (Auto-rotating Greens View) ให้ตรงกับมุมมองสายตาจริง และยังมี AI Caddy ช่วยเลือกไม้ให้อีกด้วย ไม่ได้มีดีแค่กอล์ฟ แต่ยังรองรับการดำน้ำลึกสูงสุด 150 เมตร พร้อมระบบ Sonar ที่สามารถสื่อสารกันใต้น้ำได้ ซึ่งถือว่าหาได้ยากมากในสมาร์ตวอทช์ปัจจุบัน
ซึ่งฟีเจอร์ทั้งหมดที่ Green Edition ได้ จะย้อนกลับไปอัปเดตให้ HUAWEI WATCH Ultimate 2 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วย

โดยตัวเรือน HUAWEI WATCH Ultimate 2 Green Edition ทำจากโลหะเหลว Zirconium ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ (คือโลหะถูกหลอมและทำให้เย็นตัวเร็วมากจนโครงสร้างผลึกไม่ทันก่อตัว จึงกลายดูเป็นแก้วทั้งที่เป็นโลหะ) กระจกหน้าจอ Sapphire กันรอยขีดข่วน และขอบหน้าปัดเซรามิกเคลือบแก้วนาโนคริสตัลเงางาม ในกล่องแถมสายมาให้จุกๆ ทั้งสายยาง สายเหล็ก รวมถึงสายแบบ Composite Strap ที่เกิดจากการผสมผสานวัสดุเพื่อการสวมใส่ที่นุ่มนวลและทนทาน

ปิดท้ายด้วยหูฟังเรือธงของหัวเว่ยที่ใช้ระบบไดรเวอร์คู่สามารถแยกเสียงเบสและเสียงกลาง/แหลมออกจากกัน รองรับการส่งสัญญาณเสียงแบบ Lossless ผ่าน Codec L2HC 4.0 ของหัวเว่ยทำให้แบนด์วิดท์สูงสุด 2.3 Mbps ซึ่งช่วยให้เสียงแทบไม่สูญเสียรายละเอียดเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่รองรับ เช่น Mate 80 Pro
นอกจากนี้ FreeBuds Pro 5 ยังมีระบบ ANC มาทำงานร่วมกับไดรเวอร์คู่ ทำให้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนดีขึ้นถึง 220% ตัดเสียงรบกวนได้สูงสุด 100 เดซิเบล และกันเสียงลมที่ความเร็ว 10 เมตร/วินาทีได้อย่างอยู่หมัด นอกจากนี้ยังมี AI Sensing ที่ปรับการตัดเสียงตามสภาพแวดล้อม และสลับโหมดให้ได้ยินเสียงรอบข้างอัตโนมัติเมื่อเราเริ่มสนทนา




เราได้ลองฟังเสียงแล้ว Huawei FreeBuds Pro 5 ให้เสียงใสมาก เสียงร้องใส เสียงแหลมทำได้ดี รายละเอียดแหลมดี เบสหนักแน่น ตัดเสียงรบกวนรอบข้างทำได้ดี เปิดเพลงแล้วแทบไม่ได้ยินเสียง เปิด Awareness ให้เสียงรอบข้างเป็นธรรมชาติถ้าเปิดโหมด Standard
ส่วนดีไซน์เรียกว่า Star Oval จากความลื่นไหลของคลื่นเสียง ลักษณะหูฟังออกแบบโดยอิงจากการศึกษาใบหูผู้ใช้งานกว่า 10,000 รูปแบบ ทำให้รุ่นนี้มีขนาดเล็กลงและเบาลง สวมใส่สบายขึ้น มีให้เลือก 4 สีคือ Sand, Grey, White, Blue หรือน้ำเงินเข้มที่เคสชาร์จใช้วัสดุพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ ด้วยหนัง Vegan

หัวเว่ยเปิดราคาพิเศษในช่วงพรีออเดอร์ 27 มี.ค. – 2 เม.ย. 2569 นี้








