Grab เปิดโรดแมปธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด Winning with Purpose Together รุกนวัตกรรม-ขยายสินเชื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป

THE SUMMARY:

แกร็บ ประเทศไทย ประกาศทิศทางธุรกิจประจำปี 2569 ชูแนวคิด Winning with Purpose Together มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มให้เติบโตไปพร้อมกัน หลังทำผลงานปี 2568 โตสวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เจาะลูกค้าหลากกลุ่ม และเตรียมปล่อยสินเชื่อเงินสด “Quick Cash” ให้กับผู้ใช้บริการทั่วไปเป็นครั้งแรก

โชว์ผลงานปี 2568 โตแกร่ง ยึดเบอร์ 1 ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย

คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา แกร็บประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการใช้กลยุทธ์ “Barbell Strategy” ที่รักษาสมดุลระหว่างบริการที่เน้นความคุ้มค่าและบริการระดับพรีเมียม โดยเฉพาะบริการทางเลือกแบบประหยัด (Saver) ทั้งการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งส่งผลให้ความถี่ในการใช้งานของผู้บริโภคต่อวัน (Daily transacting users) เติบโตถึง 37% ขณะที่บริการ Saver ของกลุ่มเรียกรถเติบโตพุ่งสูงกว่า 250% ในทางกลับกัน บริการเรียกรถระดับพรีเมียมก็เติบโตถึง 90% จากอานิสงส์ของการฟื้นตัวในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นอกจากนี้ แกร็บยังครองส่วนแบ่งการตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในไทยสูงถึง 47% ซึ่งตลาดไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมากว่า 22% ความสำเร็จส่วนหนึ่งยังมาจากการเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล ที่ช่วยให้ร้านค้ากว่า 39,000 ร้านที่เข้าร่วมแคมเปญ มียอดขายเติบโตถึง 3 เท่า

ทิศทางปี 2569 ขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติหลักภายใต้ Winning with Purpose Together

สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2569 แกร็บเตรียมขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่:

แกร็บ เติมเกล
แกร็บ เติมเกล

1. การเติบโตทางธุรกิจ (Winning Business Growth) แกร็บจะสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยได้เปิดตัว “น้องเกล” ในฐานะ Friend of Grab ที่อายุน้อยที่สุด เพื่อโปรโมตความคุ้มค่าผ่านแคมเปญ “ถูกกว่าชัวร์” พร้อมเร่งพัฒนานวัตกรรมและเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่:

  • Group Ride: บริการเรียกรถแบบกลุ่มที่ผู้ใช้สามารถชวนเพื่อนผ่าน LINE หรือ WhatsApp มาร่วมแชร์ค่าโดยสารในรถคันเดียวกันได้ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
  • Discover: ฟีเจอร์ที่รวมการค้นหาเมนูเด็ดและการรีวิวร้านอาหารไว้ในแอปฯ เดียว โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทำหน้าที่เป็น Eatfluencer เพื่อสร้างการรับรู้ให้ร้านอาหาร
  • Basket Builder: ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งบน GrabMart ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยอำนวยความสะดวก ให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ พูด หรือถ่ายรูปสินค้า เพื่อเพิ่มลงในตะกร้าได้อย่างรวดเร็ว
ร่วมกับสเตฟาน
ร่วมกับสเตฟาน

นอกจากนี้ แกร็บยังเตรียมบุกเบิกเซกเมนต์ใหม่ ทั้งกลุ่มคนนอนดึกและคอบอลผ่านการดึงยูทูบเบอร์ สเตฟาน (Antihero Thailand) มาร่วมเป็น Friend of Grab รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาผ่านแพ็กเกจ GrabForStudent และไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมเปิดตัว “Quick Cash” สินเชื่อเงินสดรายย่อยสำหรับผู้ใช้บริการทั่วไปบนแพลตฟอร์มเป็นครั้งแรก ในช่วงเดือนเมษายน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพเสริม เช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือนักศึกษาทำงานพาร์ตไทม์ โดยให้วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนนานสูงสุด 6 เดือน ซึ่งจะพิจารณาอนุมัติผ่านระบบ Credit Scoring จากพฤติกรรมการใช้งานบนแอปพลิเคชันแกร็บ

Quick Cash สินเชื่อเงินสดรายย่อย
Quick Cash สินเชื่อเงินสดรายย่อย

2. การสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน (Winning Sustainable Impact) แกร็บยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มไรเดอร์และคนขับอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือกับพันธมิตรอย่าง SHARGE เพื่อพัฒนาสถานีชาร์จความเร็วสูง (Fast Charge) ที่ชาร์จเต็มได้ภายใน 20 นาที พร้อมมอบส่วนลดค่าไฟฟ้าให้คนขับ รวมถึงริเริ่มโครงการรักษ์โลก ร่วมกับ Trash Lucky นำร่องร้านอาหารให้คัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธีเพื่อแลกรับรางวัล และยังคงสนับสนุนโอกาสในการสร้างรายได้ให้พาร์ทเนอร์คนขับและร้านอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

3. การสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แกร็บเตรียมจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ Travel Pass ในวันที่ 1 เมษายนนี้ เพื่อมอบแพ็กเกจส่วนลดสุดคุ้มมูลค่ากว่า 3,000 บาทในราคาเพียง 30 บาท ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสนับสนุนงานเทศกาลระดับโลกอย่าง S2O และมหาสงกรานต์ ที่สำคัญคือการมุ่งผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์ ด้านอาหารไทย โดยนำแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังบน GrabThumbsUp เช่น เจี้ยนชา, เอมิลี่ (เส้นหมี่ไก่ฉีก) และ After You ไปบุกตลาดต่างประเทศในรูปแบบอาหารพร้อมทาน ผ่านเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตของแกร็บในภูมิภาค เช่น Jaya Grocer ในประเทศมาเลเซีย

การประกาศโรดแมปในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของ แกร็บ ประเทศไทย ที่ไม่ต้องการเป็นเพียงแค่แอปพลิเคชันธรรมดา แต่ต้องการบูรณาการบริการต่างๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ของผู้บริโภค พร้อม ๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนขับ ร้านค้า และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการใช้งานควอนตัมที่มีความสามารถในการวางแผนเส้นทางในระดับสูง ตอนนี้ Grab ยังไม่ได้นำมาใช้กับการให้บริการ ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปในอนาคต

ร่วมมือภาครัฐแก้ปัญหากฎระเบียบ

หลังกฎหมาย DPS ประกาศ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Grab ก็ต้องปรับตัวหลายเรื่องก่อนถึงกำหนดบังคับใช้ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งก็มีแนวทางในการจัดการและรับมือดังนี้

1. การนำรถเข้าสู่ระบบจดทะเบียนป้ายเหลือง (รย.17 และ รย.18) จากข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกที่ให้คนขับนำรถมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง แกร็บมีแนวทางจัดการและช่วยเหลือคนขับ ดังนี้

  • ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและสิทธิประโยชน์: แกร็บสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับประกันภัยชั้น 3 เชิงพาณิชย์ (วันละ 29 บาท) ให้กับคนขับเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งมีเงินอุดหนุนพิเศษ ให้สูงสุดถึง 15,000 บาทต่อเดือน สำหรับคนขับที่ทำยอดรอบได้ตามเป้า เพื่อจูงใจให้คนขับเข้าสู่ระบบ
  • ร่วมหารือกับภาครัฐเพื่อแก้ปัญหา: แกร็บรับทราบถึงปัญหาใหญ่ของคนขับ คือการที่รถติดไฟแนนซ์และต้องใช้เงินก้อนสูงถึง 40,000 – 80,000 บาทเพื่อเบิกเล่มทะเบียนไปจดใหม่ แกร็บจึงไม่ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการตัดคนขับออกจากระบบในทันที แต่เลือกที่จะเดินหน้าหารืออย่างต่อเนื่องกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและลดผลกระทบต่อทั้งคนขับและผู้โดยสาร

2. การปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมค่าคอมมิชชัน (Ride Hailing)

  • แกร็บปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจำกัดการเก็บค่าคอมมิชชันในบริการเรียกรถรับส่งผู้โดยสารไว้สูงสุดไม่เกิน 25% ตามที่ราชการกำหนด
  • นอกจากนี้ แกร็บยังใช้ระบบค่าคอมมิชชันแบบแปรผัน ที่ปรับอัตราตามกลไกตลาด ทำให้ในหลายๆ ครั้ง การหักค่าคอมมิชชันจริงจะต่ำกว่าเพดาน 25% เพื่อช่วยดึงดูดให้คนขับออกมารับงานมากขึ้นในแต่ละสถานการณ์

3. การรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน

  • ในระยะสั้น แกร็บได้อัดฉีดงบประมาณราว 10 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระต้นทุนให้กับคนขับ
  • ในระยะยาว แกร็บพยายามแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยผลักดันโครงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งรูปแบบการเช่าและการผ่อนซื้อ เพื่อให้คนขับลดการพึ่งพาน้ำมันที่มีราคาผันผวน ซึ่งสามารถช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานลงได้ถึง 60-70%

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...