
DE-DSI เผยผลสอบคดีสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย พบพิรุธใน MOU เชื่อมโยงการบริหารโครงการและแบ่งผลประโยชน์จากคริปโท ฟาก DSI รับเป็นคดีพิเศษ ฐานเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
กระทรวงดีอี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกระบวนการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกลุ่มทุนต่างชาติ รวมถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษกรณีการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากสคส. ได้ส่งเรื่องให้ DSI ดำเนินการ หลังคณะผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าข้อมูลม่านตาเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล แต่จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนจำนวนมากกว่า 1.2 ล้านราย ถูกจูงใจให้สแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโท Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือไม่ทราบว่าตนได้ให้ความยินยอมในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวอย่างแท้จริง
การสืบสวนเบื้องต้นพบว่า การขอความยินยอมเป็นไปตามขั้นตอนในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งอาจมีลักษณะคลุมเครือหรือบิดเบือนจนผู้ให้ข้อมูลไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบริษัทที่ดำเนินโครงการสแกนม่านตากับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอีกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ทั้งในด้านตัวบุคคล การลงทุน และความเกี่ยวข้องกับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ระบุไว้ใน MOU

จากการตรวจสอบยังพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568
ทางกระทรวงดีอีได้ตรวจสอบการลงนาม MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนจากต่างประเทศแล้ว พบว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขใน MOU และมีหลักฐานสำคัญหลายประการที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน จึงได้ส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดให้ DSI ประกอบการดำเนินคดี
หากพนักงานสอบสวนพบความผิดอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความจริงปรากฏ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และรักษาประโยชน์สาธารณะ
ที่มา dsi





