สมาร์ตโฟน Sony Xperia เป็นสมาร์ตโฟนที่มีกลุ่มผู้ใช้เฉพาะตัวมาตลอดนะครับ ด้วยฟีเจอร์หลายอย่างที่ไม่มีในสมาร์ตโฟนทั่วไป ซึ่งเราได้ใช้งาน Sony Xperia 1 VII เรือธงปี 2025 มานาน 2 เดือน และนี่คือประสบการณ์การใช้ของเราครับ
Sony Xperia 1 VII เป็นมือถือขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้ว สัดส่วนยาว 19.5:9 ครับ ก็สานต่อขนาดและดีไซน์มาจาก Xperia 1 VI รุ่นที่แล้ว ซึ่งก็เป็นขนาดเครื่องที่ไม่ได้แตกต่างจากสมาร์ตโฟนเรือธงทั่วไปนัก เป็นขนาดที่ยังจับถือสบาย แต่สัมผัสที่ไม่เหมือนเครื่องอื่นคือฝาหลังที่มีพื้นผิวแบบสาก นอกจากนี้ขอบด้านข้างยังมีพื้นผิวเป็นเส้นแนวตั้งถี่ ๆ ลากวนรอบเครื่อง โดยรวมทั้งฝาหลังและขอบเครื่องให้ความรู้สึกสนุกและพรีเมี่ยมไม่เหมือนใครเวลาเอานิ้วมาถู ซึ่งสีที่เราได้มารีวิวเป็นสีดำ Slate Black ให้ความรู้สึกขรึม นอกจากนี้ในปีนี้ยังมีสีเขียว Moss Green และสีม่วง Orchid Purple ให้เลือกด้วย
โดยตัวเครื่องป้องกันน้ำในระดับ IP68 ที่ตกน้ำไม่เป็นไร แต่ก็ไม่แนะนำให้เอาไปใช้ใต้น้ำ เพราะถ้าเครื่องพังก็ประกันหลุด ส่วนเราเทสต์การโดนฝน โดนความชื้นมาแล้ว เครื่องไม่เป็นไรครับ
ส่วนฝาหลังช่วงบนก็จะมี NFC สำหรับใช้งาน ทำให้เราสามารถใส่บัตรเครดิตในไทย (เฉพาะบัตรจากธนาคารที่รองรับ) เพื่อแตะจ่ายที่เครื่องผ่าน Google Pay ได้เลย ซึ่งจะมีการสแกนนิ้วก่อนใช้งานด้วย แต่สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ไม่สามารถบันทึกบัตรแตะผ่านเข้าอาคารได้นะครับ
และความพิเศษของ Xperia 1 VII คือเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นเดียวในปัจจุบันที่มีทั้งช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 mm และช่องใส่ MicroSD ซึ่งใส่ได้สูงสุดถึง 2 TB (microSDXC) โดยเมื่อใส่ MicroSD ก็จะใส่ซิมที่ 2 ไม่ได้ตามระเบียบ ซึ่งการใส่ MicroSD ได้ก็มีประโยชน์มากในการใส่เพลง Hi-Res จำนวนมากไว้เล่นเครื่อง หรือการเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วในการเรียกใช้งาน เช่นการเก็บ ebook หรือเก็บวิดีโอเก่า ๆ จากกล้อง
ส่วนอุปกรณ์เสริมที่มากับเครื่องก็ตามสไตล์โซนี่ คือไม่มีเลย เครื่องมาในกล่องกระดาษสีขาว ๆ พอดีตัวที่สามารถย่อยสลายได้ ไม่มีแม้กระทั่งสายชาร์จมาให้
เอกลักษณ์ของ Xperia 1 มาหลายรุ่นคือปุ่มล็อกเครื่องพ่วงหน้าที่สแกนนิ้วที่อยู่ด้านขวาของเครื่องครับ หลังจากผู้เขียนใช้ Xperia 1 VII ต่อเนื่องมานานนับเดือน ปุ่มสแกนนิ้วด้านข้างเครื่องนี้ยังไงก็ใช้ไม่สะดวกเท่า Face ID หรือสแกนนิ้วที่อยู่ในหน้าจออยู่ดี
ประเด็นแรกคือปุ่มสแกนนิ้วนี้เป็นการสแกนด้วยเทคโนโลยีแบบ Optical ซึ่งในยามปกติมันจะสแกนได้เร็วมาก แตะแว่บเดียวผ่าน แต่ถ้านิ้วเปียกเหงื่อจะสแกนยากทันที ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีสแกนนิ้วแบบ Ultrasonic ที่ใช้ใต้จอภาพซึ่งอยู่ในสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่มีปัญหากับเหงื่อ ผู้เขียนที่มือมีเหงื่อเยอะเลยต้องป้อน pin ปลดล็อกเครื่องเองบ่อยกว่าการใช้สมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ
ประเด็นต่อมาคือตำแหน่งที่อยู่ด้านข้างเครื่องของมัน มันใช้ยุ่งยากกว่าตัวสแกนนิ้วที่อยู่ในจอจริง ๆ คือถ้าเป็นสแกนนิ้วในหน้าจอเราสแกนนิ้วโป้งแค่ 2 นิ้ว ซ้าย-ขวาก็ใช้ได้ครอบคลุมแล้ว แต่สำหรับตัวสแกนนิ้วที่อยู่ข้างเครื่องต้องใส่หลายนิ้วมาก คือนิ้วโป้งขวา สำหรับการปลดล็อกด้วยมือขวา, นิ้วชี้หรือนิ้วกลางซ้ายสำหรับการปลดล็อกด้วยมือซ้าย (ถ้าจะให้ชัวร์ก็ใส่ไป 2 นิ้วเลย) แล้วถ้าจะให้ปลดล็อกอีกท่าด้วยมือซ้ายก็ต้องเพิ่มนิ้วโป้งซ้ายเข้าไปด้วย
แล้วพอเราใส่นิ้วสแกนเยอะ มันจะมีปัญหาตอนเก็บเครื่องลงกระเป๋าอีก เช่นผู้เขียนเก็บมือถือในกระเป๋ากางเกงซ้าย เวลาเก็บลงกระเป๋า นิ้วกลางหรือนิ้วชี้ซ้ายก็มีโอกาสโดนเซนเซอร์แล้วดันปลดล็อกจอตอนจะลงกระเป๋าอีก บางทีกดล็อกด้วยนิ้วโป้ง แล้วดันปลดล็อกขึ้นมาอีกเพราะนิ้วโป้งใช้ปลดล็อกได้ ทำให้มีปัญหาจอลั่นในกระเป๋าบ่อยครั้งกว่าสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ ที่เคยรีวิวมา
ซึ่งสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ก็ไม่มีฟีเจอร์สแกนหน้ามาสนับสนุนการสแกนนิ้วด้วย ทำให้เราเหลือวิธีปลดล็อกเครื่องแค่สแกนนิ้วกับป้อนพินหรือรหัสผ่านเท่านั้น
ฟีเจอร์เด่นใน Sony Xperia 1 VII คือเทคโนโลยีหน้าจอที่ได้มาจากทีวี Sony Bravia ซึ่งใช้ AI ในการปรับภาพให้เหมาะสมกับการใช้งานต่าง ๆ ซึ่งใน Display Settings จะมีตัวเลือก Image Quality Settings อยู่ ซึ่งค่ามาตรฐานคือ Recommended ก็จะเป็นการปรับแต่งอัตโนมัติ เช่นถ้าเปิดวิดีโอก็สามารถปรับแต่งวิดีโอให้สดใส Contrast ดีขึ้น และคมขึ้นได้ด้วย โดยรวมแล้วเราค่อนข้างชอบสีสันหน้าจอในโหมดปรับตั้งอัตโนมัตินี้ ติดนิดเดียวตรงบางแอป (อย่าง Shopee) จะรู้สึกว่าสีสดเกินไปไหน ใครที่คิดว่าค่ามาตรฐานให้สีหน้าจอสดเกินไป ก็สามารถเลือกเป็น Custom แล้วเลือกเป็น Creator Mode ที่จะให้สีสมจริงระดับมือโปรครับ ซึ่งโหมดนี้รองรับช่วงสี BT.2020
หน้าจอของ Sony Xperia 1 VII ยังคงขนาด 6.5 นิ้วตามธรรมเนียมมาตั้งแต่ Xperia 1 ตัวแรกเมื่อ 6 ปีก่อน และเป็นจอสัดส่วน 19.5:9 ที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีรอยแหว่ง ไม่มีรูกล้องบนหน้าจออะไรทั้งนั้น ซึ่งหาจอมือถือแบบนี้ได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ทำให้สามารถเล่นเกมหรือดูเนื้อหาแบบเต็มจอโดยไม่มีอะไรบัง แถมยังเป็นจอนุ่ม 120 Hz ใช้งานได้ลื่นไหลตลอด
สิ่งที่น่าประทับใจคือความสว่างของหน้าจอ ที่สว่างสุดราว 1,500 Nit แม้สว่างขึ้นจากรุ่นที่แล้วนิดหน่อย แต่ก็สามารถใช้งานกลางแดดได้ดีขึ้น และสู้แดดได้นานด้วย เราเอาไปใช้นำทางหน้ารถหลายชั่วโมงในเวลากลางวัน ก็ยังให้ความสว่างสู้แดดต่อเนื่องยาวนาน แสงหน้าจอไม่ได้หรี่ไปเยอะเหมือนไอโฟน
แม้โซนี่ได้เริ่มปรับความละเอียดหน้าจอลงมาเป็น Full HD+ ตั้งแต่ Xperia 1 VI รุ่นที่แล้ว หลังจากเป็นจอ 4K มาตลอดตั้งแต่ Xperia 1 ถึง 1 V แต่ความละเอียดที่ลดลงก็ไม่ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นจอที่หยาบ หรือมองเห็นเม็ดพิกเซลระหว่างการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งจริง ๆ จอความละเอียด 4K ในขนาดแค่ 6.5 นิ้วมันเกินความต้องการของคนทั่วไปมาตลอด การที่โซนี่เลือกลดความละเอียดลงมา ก็ทำให้ส่งผลดีหลายอย่างทั้งเรื่องความร้อน และอายุแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นครับ
Sony Xperia 1 VII ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัวที่มาพร้อมการเคลือบ Zeiss T* ลดแสงสะท้อนคือ
ซึ่งมีกล้องมุมกว้างเพียงตัวเดียวที่ได้รับการอัปเกรดในเจนนี้ครับ ซึ่งให้คุณภาพภาพได้ดีกว่ากล้องเดิมมาก ส่วนกล้องหลักที่ดีอยู่แล้วก็ยังใช้ตัวเดิมต่อไป และกล้องซูม Periscope ปรับระยะได้ที่เป็นเจ้าเดียวในตลาดก็ยังเป็นตัวเดียวกับเจนที่แล้ว
คุณภาพภาพถ่ายจาก Sony Xperia 1 VII ค่อนข้างน่าพอใจครับ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างมากหรือเลนส์หลัก ถ่ายได้ดีหมดทั้งกลางวันและกลางคืน คือปกติเลนส์มุมกว้างมากมักจะตายเมื่อถ่ายภาพกลางคืน แต่เลนส์ใหม่ของ Xperia 1 VII รอดครับ
ส่วนกล้องหน้ากับการ Selfies ก็ทำได้โอเคเลย ภาพคุณภาพภาพได้ละเอียด สวยเนียนไม่แตกต่างจากกล้องหลัง แถมยังถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 60fps อีกด้วย
แต่จุดที่ติดขัดกับแอปกล้องตัวนี้ก็มีเหมือนกัน คือมันทำงานแบบต้องคิด กดถ่ายภาพไปแล้วก็ต้องคิดอึดใจหนึ่ง ภาพที่ได้จะไม่ไช่ภาพตอนที่กดชัตเตอร์ หรือเวลาถ่ายหน้าชัดหลังเบลอก็ต้องคิด ถ่ายเสร็จแล้วถ่ายต่อเลยไม่ได้ แล้วบางทีการเบลอฉากหลังก็แปลก ๆ ด้วย ยังไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ แถมบางทีสลับแอปไปมา บางครั้งเจอแอปกล้องพังไป ต้องปิดแอปแล้วเปิดใหม่
นอกจากนี้สามารถให้โทนภาพใกล้เคียงกับกล้องถ่ายภาพจริงได้ ผู้ใช้สามารถกดเลือกโทนสีของภาพผ่านเมนู Creative ได้อย่างรวดเร็ว โดยโทนสีที่โซนี่เตรียมมาให้ประกอบด้วย
ซึ่งปกติผู้เขียนจะใช้อยู่ 3 โหมดคือ Off สำหรับถ่ายทั่วไป, Vivid สำหรับถ่ายธรรมชาติ และ Film สำหรับถ่ายคนให้ได้บรรยากาศเก๋ ๆ
สิ่งที่ได้รับการสืบทอดมาจากกล้อง Sony Alpha คือโฟกัสระดับเทพครับ ยิ่งประกอบกับการที่ Xperia 1 VII มีปุ่มชัตเตอร์กล้องจริง ๆ ด้วย ทำให้เราสามารถกดปุ่มชัตเตอร์ไปครึ่งหนึ่งเพื่อล็อกโฟกัสไว้ก่อน แล้วค่อยกดลึกลงไปเพื่อถ่ายรูปเหมือนกล้องจริง ๆ ได้ (แต่ปุ่มซัตเตอร์นี้เหมาะสำหรับกดเวลาถือมือถือแนวนอนเท่านั้นนะ ถือแนวตั้งแล้วกดไม่ถนัด) มี Real-time Eye AF ด้วย โฟกัสลงลึกไปที่ระดับดวงตาได้แม่นยำ และถ้าเราแตะโฟกัสในจอ กล้องจะล็อกโฟกัสกับวัตถุนั้นแบบติดหนึบไม่ว่าจะเคลื่อนที่ไปยังไง ถ้ายังมีวัตถุนั้นในภาพก็ยังโฟกัสต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ
นอกจากนี้ในแอป Camera ก็ยังมีโหมดถ่ายภาพแบบ Pro ทั้ง Pro Photo และ Pro Video ที่ไม่ต้องแยกเป็นแอปย่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ซึ่งในโหมดโปรนี้การควบคุมถอดแบบมาจากกล้อง Sony Alpha เลย โดยเฉพาะไอคอนต่าง ๆ ถือว่าใช่เลย มีพวก DRO เหมือนกันเลย
ซึ่งการปรับตั้งค่าต่าง ๆ ค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถเลือกได้ว่าจะบันทึก Dynamic Range ธรรมดาหรือ Wide แล้วเลือกการบันทึกวิดีโอเป็น SDR ในระบบ BT.709 หรือ HDR ใน BT.2020 ได้ด้วย และถ้าต้องการถ่ายภาพ RAW ก็สามารถเลือกได้ในโหมด Pro Photo นี้
แต่ที่แปลกใจคือฟอร์แมตการบันทึกมาตรฐานกลับเป็นแค่ JPEG สำหรับภาพนิ่ง และ H.264 สำหรับวิดีโอเท่านั้น ซึ่งทั้งคู่เป็นฟอร์แมตเก่าที่ทำให้ไฟล์ใหญ่ ไม่สามารถเลือกเซฟภาพเป็นไฟล์ชนิดใหม่อย่าง HEIF (ซึ่ง iPhone ใช้มาเกือบ 10 ปีแล้วตั้งแต่ iPhone 7) หรือไม่สามารถเลือกบันทึกวิดีโอธรรมดาเป็น H.265 ที่กินพื้นที่น้อยกว่าได้ H.265 จะถูกใช้อัตโนมัติเมื่อถ่ายวิดีโอแบบ HDR เท่านั้น
Xperia 1 VII สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K 120 fps ซึ่งอย่างที่เล่าไปแล้วว่าสามารถถ่ายวิดีโอแบบ HDR ได้ด้วยการไปเซ็ตใน Setting และถ้าถ่ายวิดีโอในโหมด SDR ธรรมดาก็สามารถเลือกโหมดสีได้เหมือนถ่ายภาพนิ่งเลย เพิ่มเติมคือมีโหมดสี S-Cinetone เหมือนกล้องวิดีโอตัวเก่งของโซนี่มาให้ด้วย
ผลงานวิดีโอที่ได้ก็ออกมาดีครับ สามารถป้องกันการสั่นไหวระหว่างเดินถ่ายได้ในระดับที่น่าพอใจ การเก็บเสียงต่าง ๆ รอบตัวทำได้ดีระดับหนึ่ง คือเสียงอาจจะเบา แต่ก็ยังคมชัด โดยเฉพาะเสียงผู้พูดที่อยู่ตรงหน้า
แต่จุดที่มีปัญหาในการถ่ายวิดีโอคือการเปลี่ยนช่วงซูมครับ มันไม่ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนการซูมอย่างลื่นไหล แต่มันจะกระตุก ๆ เป็นขั้นบันไดระหว่างเปลี่ยนช่วงซูม ทำให้เราต้องปรับวิธีถ่ายให้ไม่ต้องซูมระหว่างถ่ายแทน
เลนส์ซูม Periscope ที่ปรับระยะซูมได้ของ Xperia 1 VII นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างในตลาด แต่โซนี่ก็ยังไม่สามารถทำให้ภาพที่เกิดจากการซูมแท้ ๆ ด้วยชิ้นเลนส์มีคุณภาพดีเท่าสมาร์ตโฟนที่เลือกใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ความละเอียดสูงสำหรับเลนส์ซูมได้ คือเมื่อซูมตั้งแต่ระยะ 3.5 เท่าที่เริ่มใช้เลนส์ Periscope ภาพที่ได้จะดูนุ่ม ๆ ไม่คม มี Noise ในภาพแบบสังเกตได้แม้จะถ่ายช่วงกลางวัน และการไล่โทนสีของภาพไม่นุ่มนวลเท่าภาพถ่ายจากเลนส์หลัก และเมื่อยิ่งซูมเข้าไปมากขึ้น ก็จะยิ่งเห็น Noise มากขึ้น และความคมชัดของภาพก็ลดลงอีก
ในการใช้งานจริงเราจึงหลีกเลี่ยงที่จะซูมไปถึงระยะ 3.5 เท่าที่จะทำให้คุณภาพภาพแย่ลง เน้นการซูมที่ระยะ 2 เท่าที่ใช้เลนส์หลักในการซูมมากกว่า
ส่วนข้อดีของเลนส์ซูมตัวนี้คือมันสามารถถ่าย Telephoto Macro ได้ สามารถเข้าใกล้สุดในระยะ 4 cm แล้วยังลากซูมจาก 120 mm ไปสูงสุดที่ 360 mm ได้ ทำให้ถ่ายภาพวัตถุเล็ก ๆ ได้ใหญ่ขึ้นมากจนน่าประทับใจ ถ่ายพิกเซลในจอภาพ หรือเส้นใยผ้าก็ยังเห็น
AI ในกล้องของ Xperia 1 VII นั้นแตกต่างจาก AI ในกล้องมือถืออื่น ๆ ที่มักใช้ AI มาประเมินภาพและเลือกการปรับแต่งที่เหมาะกับภาพนั้น แต่ AI ที่โซนี่เน้นในคราวนี้เกี่ยวข้องกับการถ่ายวิดีโอมากกว่า
ตัวแรกคือ AI Camerawork คือโหมดวิดีโอที่สามารถล็อกตัวแบบให้อยู่บริเวณกลางภาพได้ โดย AI จะวิเคราะห์ภาพแล้วถอดออกมาเป็นโครงสร้างตัวบุคคล ทำให้สามารถครอปวิดีโอเพื่อพยายามจัดให้ตัวแบบอยู่กึ่งกลางได้ ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายวิดีโอเชิงแอคชัน หรือกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเร็วให้ได้ภาพที่ดี แล้วยิ่งมีกล้องมุมกว้างมากคุณภาพดี ก็ทำให้การถ่ายวิดีโอด้วยเลนส์ 0.7 เท่าทำได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพ แต่โหมดนี้ก็สามารถได้สูงสุดแค่ Full HD 30 fps เท่านั้น
อีกโหมดคือ Auto Framing ที่กล้องจะถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps ไปพร้อม ๆ กับการครอปภาพตามวัตถุที่ต้องการ เช่นเด็ก ๆ วิ่งเล่น กล้องก็จะติดตามตำแหน่งของเด็กและครอปเฟรมวิดีโอไปเรื่อย ๆ ทำให้เราได้วิดีโอ Full HD อีกตัวที่จะครอปแค่ตัวเด็กเท่านั้น
ซึ่งทั้ง 2 โหมดนี้ค่อนข้างเฉพาะทาง เหมาะสำหรับคนที่ถ่ายกีฬาหรือถ่ายเด็ก ๆ บ่อย ๆ มากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
AI ของ Xperia ก็คือ AI ของ Google ครับ นอกจาก AI ของการถ่ายภาพและแทร็กการเคลื่อนไหวแล้วโซนี่ไม่ได้พัฒนา AI ในส่วนของการใช้งานอื่น ๆ เพิ่มเติม ก็จะใช้งานบริการของ Google เป็นหลักอย่าง Gemini หรือ Circle to Search ที่สามารถแตะค้างที่เส้นด้านล่างเพื่อเริ่มใช้งาน
ส่วน AI สำหรับการแก้ไขรูปก็จะเป็นการใช้งานผ่าน Google Photo ซึ่งเป็นแอปดูรูปหลักของเครื่อง (โซนี่ไม่มีแอปดูรูปของตัวเองติดเครื่องมา) ก็จะมีความสามารถ Magic Editor ที่สามารถลบวัตถุพร้อมถมใหม่ให้เนียน หรือย้ายตำแหน่งวัตถุในภาพ แล้วยังสามารถแก้ไขภาพเบลอ หรือปรับตำแหน่งแสงสำหรับภาพถ่าย Portrait ได้ แต่ไม่มีลูกเล่นแฟนซีแบบการพร้อมท์เพิ่มวัตถุเข้าไปในภาพ หรือการเปลี่ยนภาพถ่ายให้เป็นภาพวาด
ในส่วนของแอปที่มาพร้อมเครื่องนั้นค่อนข้างน้อย ตัวที่เด่นคือ Video Creator แอปตัดต่อวิดีโอจากโซนี่ที่ตัดคลิปง่าย ๆ ได้ และ Music Pro แอปทำเพลงแบบ Multitrack นอกจากนั้นก็มีแอปที่เชื่อมต่ออารยธรรมเช่น Creator App สำหรับเชื่อมต่อกล้อง Sony Alpha หรือ Sound Connect สำหรับเชื่อมต่อหูฟังโซนี่ และ PS App สำหรับซื้อเกมเล่นบนเครื่อง PlayStation ที่เหลือก็จะเป็นชุดแอปของ Google ที่บังคับติดตั้งมา
แต่แอปที่จำเป็นและโซนี่ไม่ได้พัฒนามาให้คือแอปพยากรณ์อากาศครับ ก็ต้องไปหาแอปเสริมเอาเอง ซึ่งมักจะมีโฆษณาทั้งนั้น ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือค้นว่า พยากรณ์อากาศในแอป Google ก็จะได้ผลที่ดีและไร้โฆษณากวน
ระบบเสียงของ Xperia 1 VII ก็เป็นอีกเรื่องที่โซนี่จัดเต็มครับ อัดมาให้เต็ม ๆ ทั้งภาคมีสายที่ใส่ช่องหูฟังแบบ 3.5 mm มาด้วย ซึ่งมีสมาร์ตโฟนระดับเรือธงน้อยรุ่นในปัจจุบันมากที่ยังมีช่องหูฟังมาให้ ส่วนในภาคไร้สายก็รองรับ Snapdragon Sound เต็มระบบ แล้วยังมีเรื่องซอฟต์แวร์เสียงที่ตั้งใจทำด้วย
ในด้านซอฟต์แวร์ โซนี่มีการใช้เทคนิคหลายอย่างในการประมวลผลเสียงให้ดีขึ้น ซึ่งปกติระบบจะเลือกใช้ Audio Effect ให้อัตโนมัติคือ
ซึ่งโหมดอัตโนมัติที่ระบบจะเลือกใช้ DSEE Ultimate หรือ Dolby Sound ให้เหมาะสมกับแอปที่ใช้งานให้เอง ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจครับ เราฟังเพลงที่ได้รับการปรับปรุงด้วย DSEE Ultimate ก็ได้เสียงที่ฟังดูมีรายละเอียดขึ้นจริง ทำให้เสียงมีลักษณะของเพลงระดับ Hi-Res มากขึ้น
แต่ถึง Xperia 1 VII จะมีโหมดเสียงมากมายแต่ในแง่ซอฟต์แวร์เสียงก็ยังสู้ของ Walkman A105 ที่เป็นเครื่องเฉพาะทางไม่ได้นะครับ ทั้งแอป Music ของเครื่องที่ไม่แสดงรายละเอียดและคุณภาพของเพลง หรือไม่มีเอฟเฟกลึก ๆ พวกเลียนแบบลักษณะเสียงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ DC phase linearizer ที่เลียนแบบเสียงแอมป์อนาล็อก
ตามที่โซนี่เคลม Xperia 1 VII มีการใช้ส่วนประกอบและวิธีออกแบบจาก Walkman มาใช้บ้าง เช่นการเพิ่มทองคำในส่วนบัดกรีที่แจ็คเสียงเพื่อลดการสูญเสียของสัญญาณ หรือรีซิสเตอร์แบบละเอียดที่ชุบทองแดง แต่ก็ไม่มีการระบุว่าใช้ชิ้นส่วน DAC พิเศษ หรือการใช้แอมป์ดิจิทัล S-Master อย่างที่ Walkman ในปัจจุบันใช้กัน ทำให้เข้าใจได้ว่าภาคฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานบนระบบของ Snapdragon 8 Elite มากกว่าการติดตั้งฮาร์ดแวร์พิเศษลงไป (ซึ่งน่าจะเป็น Qualcomm Aqstic DAC ที่ฝังอยู่ในชิป)
ซึ่งเสียงที่ผ่านหูฟังสายจาก Sony Xperia 1 VII ก็ให้คุณภาพดี มีแรงขับมากพอที่จะเล่น Headphone ครอบหูระดับกลางอย่าง Sennheiser HD 550 ได้ดังใช้ได้เลย
ผู้เขียนทดลองฟังด้วยหูฟัง Sennheiser IE900 ระดับ Audiophile บน Sony Walkman A105 เทียบกับ Xperia 1 VII เมื่อเปิด DSEE Ultimate ทั้งคู่ กลับรู้สึกว่า Walkman ให้เสียงได้หนักแน่นกว่า ให้เบสได้ละมุนกว่าเสียงของ Xperia 1 VII ที่ลอย ๆ กว่า
นอกจากจุดเด่นเรื่องการฟังเพลงแบบมีสายแล้ว Xperia 1 VII ยังเทพเรื่องเสียงไร้สายด้วยครับ เริ่มตั้งแต่การรองรับ Snapdragon Sound ของ Qualcomm ทำให้รองรับ Codec ตระกูล aptX แบบครบ ๆ ทั้ง aptX, aptX HD และมาตรฐานใหม่อย่าง aptX Adaptive ซึ่งเราทดสอบเชื่อมต่อหูฟัง Sennheiser Momentum True Wireless 4 ระบบก็ขึ้นว่ารองรับ Snapdragon Sound เต็มระบบ และสามารถสตรีมเสียง Hi-Res 96 kHz 24-bit ผ่าน aptX Adaptive ได้จริง ๆ
ส่วนการใช้กับหูฟัง Sony ก็รองรับ LDAC เต็ม ๆ ทำให้สตรีมเสียงระดับ Hi-Res ออกไปได้เช่นกันครับ นอกจากนี้ยังรองรับ Codec รุ่นใหม่อย่าง LC3 ที่ใช้ในมาตรฐาน Bluetooth ตัวใหม่ซึ่งรองรับการ Broadcast Auracast ทำให้ส่งเสียงจากอุปกรณ์เดียวไปออกลำโพงหรือหูฟังหลาย ๆ ตัวได้ แต่โซนี่จะไม่ได้เรียกว่า Auracast ทำให้ค้นชื่อนี้ในตัวเลือกนี้ไม่เจอ ใครอยากใช้ฟีเจอร์นี้ให้ไปที่ [Settings] > [Device connection] > [Connection preferences] > [Audio sharing] ครับ
ซึ่งแม้ว่าจะเชื่อมต่อเสียงแบบไร้สาย แต่ฟีเจอร์ Audio Effect ยังทำงานได้นะครับ ทำให้เรายังเลือกอัปสเกลเสียงด้วย DESS Ultimate หรือปรับมิติเสียงด้วย Dolby Sound ได้
จุดเด่นของ Xperia 1 VII คือลำโพง 2 ตัวของเครื่องนั้นหันมาด้านหน้าครับ ซึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ไม่ค่อยถูกมือบังด้วย และแยกซ้าย-ขวาได้ดี คุณภาพเสียงนั้นอยู่ในระดับที่โอเคเมื่อเปิดระดับเสียงกลาง ๆ ครับ ให้เสียงชัด รับรู้รายละเอียดได้ แต่ก็ไม่ได้ให้มิติเสียงที่กว้าง หรือเบสไม่ได้ลึกมากครับ ส่วนถ้าเปิดเสียงดังจนสุด เสียงจะถูกบีบจนรู้สึกได้เลยว่าเสียงบี้ ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างจากฝั่ง iPhone รุ่นหลัง ๆ ที่ลำโพงทำออกมาได้เสียงใหญ่เกินตัวครับ
Sony Xperia 1 VII ใช้ฮาร์ดแวร์ระดับท็อปของตอนนี้คือ Snapdragon 8 Elite พร้อมแรม 12 GB และหน่วยความจำ 256 GB แบบ UFS ซึ่งสเปกแบบนี้แรงเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป เราใช้งานมาไม่มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพเลย และเกมที่เราเล่นอยู่ก็ลื่นด้วย
ซึ่งผลทดสอบคะแนนจาก Geekbench 6 ของเครื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเทสต์แต่ละครั้งที่ห่างกันหลายวัน คะแนนห่างกันเป็นพันคะแนนในแต่ละรอบ ซึ่งคะแนน Multicore ที่เราได้นั้นไล่ตั้งแต่ระดับ 4,000 ไปสูงสุดที่ระดับ 6,000 แต่ก็ยังต่ำกว่าคะแนนของ Snapdraon 8 Elite ที่ทำได้สูงสุดระดับ 9,000 คะแนนอยู่ดี ซึ่งเราลองปิด Processing Optimization แล้ว คะแนนก็ยังอยู่ในระดับนี้อยู่ดี แต่ถ้าค้นจาก Geekbench Browser หาคะแนนของ Xperia 1 VII ก็จะเจอคะแนนระดับ 9,000 คะแนนอยู่เหมือนกัน
ส่วนผลการทดสอบ 3DMark ในหลายการทดสอบ Stress Test ที่ทดสอบยาว 20 รอบ 20 นาที เพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพสูงสุด และประสิทธิภาพหลังจากเครื่องร้อน ได้ผลดังนี้
แต่ถ้าเทียบคะแนนมาตรฐานจากเว็บของ 3Dmark ก็พบว่าตัวเลขชุดนี้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ Xperia 1 VII ทำได้เช่นกัน อย่าง Steel Nomad Light ค่าเฉลี่ยตัวเลขสูงสุดที่ทำได้ในเว็บคือ 2251 คะแนน ซึ่งเราก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ อาจจะเป็นปัญหาเฉพาะเครื่องที่เราทดสอบ
ส่วนการเล่นเกมนั้นสามารถลากเมนู Game Mode ออกมาได้ด้วย ซึ่งจะช่วยปรับแต่งให้เล่นเกมได้ลื่นขึ้น สามารถดู FPS ของเกมได้ และมีโหมด H.S. power control (Heat Suppression) ที่สามารถปรับให้ไม่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่ ให้ไฟไปเลี้ยงการทำงานอย่างเดียว ทำให้ความร้อนในการชาร์จลดลงด้วย แถมเห็นอัตราการชาร์จไฟด้วยว่าเข้าเครื่องเท่าไหร่ แล้วเข้าแบตเท่าไหร่
สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ใส่แบตเตอรี่มา 5000 mAh ซึ่งโซนี่เคลมไว้ว่าใช้ได้ 2 วันสบาย ๆ แต่หลังจากที่เราใช้ต่อเนื่องมา 2 เดือนในชีวิตประจำวัน กับการใช้งานโซเซียล เว็บ กล้อง และการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เป็นหลัก จากถอดชาร์จเครื่องประมาณ 8.00 น. ใช้จนถึง 21.00 น. แบตเตอรี่จะเหลือราว 30-40% เพราะฉะนั้นจึงควรชาร์จทุกวันจะดีกว่า
ซึ่งเราเทสต์แล้วสามารถชาร์จได้เร็วประมาณ 25W ผ่านหัวชาร์จ USB-PD และสามารถชาร์จไร้สายได้ แต่ไม่รองรับ Qi2 ทำให้ไม่รองรับกำลังการชาร์จได้ระดับ 15 W และไม่มีวงแหวนแม่เหล็กด้านหลังเครื่อง
เรือธงของโซนี่ก็ยังคงเป็นเรือธงอารยธรรมที่ไม่เหมือนใครอยู่เสมอ ท่ามกลางสมรภูมิสมาร์ตโฟนที่แข่งกันดุเดือด โซนี่ก็ขอแข่งเต็มที่ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัวของตัวเอง ทั้งการผนึกกำลังเครื่องเล่นเพลง Walkman, ทีวี Bravia และกล้อง Alpha และการตัดสินใจทำหน้าจอให้ไม่มีรูหรือส่วนแหว่งในหน้าจอ แถมยังมาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 mm และการใส่ MicroSD ได้ด้วย
แม้ว่า Sony Xperia 1 VII จะมีจุดเด่นมากมาย แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่เป็นดีเทลในการปรับแต่งการใช้งานอีกพอสมควร เช่นการล็อกเครื่องและปลดล็อกเครื่องที่ไม่ได้ดั่งใจบ้าง หรือกล้องที่ชัตเตอร์แลค กดแล้วไม่ได้รูปในทันที ต้องคิดแว่บหนึ่ง หรือกล้องซูมที่ยังไม่คมชัดเท่ากล้องหลัก และการซูมระหว่างถ่ายวิดีโอยังกระตุก
โดย Sony Xperia 1 VII เปิดตัวในไทยที่ราคา 49,990 บาท พร้อมส่วนลดเปิดตัว 9,000 บาทเหลือราคา 40,990 บาทครับ ก็สามารถซื้อได้ที่ Sony Store ครับ