รีวิว Sony WF-1000XM6 ปรับไม่เยอะ แต่ดี พร้อมเทียบ AirPods Pro 3

หลังจากปล่อยให้ Sony WF-1000XM5 ให้บริการเสียงเพลงมาเกือบ 3 ปี ในที่สุดโซนี่ก็ส่ง WF-1000XM6 หูฟัง TWS ตัวท็อปออกมาสู้ในตลาดนี้ต่อ ด้วยรูปลักษณ์ที่ต่างจากรุ่นเดิมเยอะ แต่ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ไม่ต่างจากเดิมครับ

ดีไซน์เคสทรงกระบอก

Sony WF-1000XM6 และกล่องกระดาษเอกลักษณ์ของโซนี่
Sony WF-1000XM6 และกล่องกระดาษเอกลักษณ์ของโซนี่

หน้าตาเคสของ Sony WF-1000XM6 มาในดีไซน์ใหม่ คล้ายกระบอกหน้าตัด แบนเรียบทั้งบนและล่าง เรียบจนสามารถตั้งพื้นได้ทั้งข้างบนและข้างล่าง สามารถเสียบชาร์จด้วย USB-C ได้จากด้านหลังของเครื่อง ชาร์จแค่ 5 นาทีก็สามารถฟังต่อเนื่องได้ 60 นาทีแล้ว และสามารถเอาไปวางที่แท่นชาร์จไร้สายได้เลย ระหว่างชาร์จจะมีไฟขึ้นด้านหน้า ซึ่งไฟนี้ดีไซน์ใหม่ให้ซ่อนในตัวเคส ถ้าไฟดับจะไม่รู้เลยว่ามีหลอดไฟซ่อนอยู่ด้านหน้าเคส ส่วนด้านหลังก็จะมีปุ่มกดสำหรับเชื่อมต่อ Bluetooth ก็ทำให้เชื่อมต่อได้ง่ายดีครับ โดยรวมถ้าเทียบกับเคสของ WF-1000XM5 จะรู้สึกว่าเคสของรุ่นเดิมนั้นเล็กกว่า และมีความมน ๆ กว่า

ดีไซน์ตัวหูฟัง WF-1000XM6 ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นทรงแคปซูลขนาดพอดีหู ทำให้มีความยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย มีร่องเล็กน้อยให้จับง่าย และเป็นเหลี่ยมมุมที่ทำให้ใส่หูได้สบาย ซึ่งเราใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็รู้สึกว่ายังใส่สบายดี ไม่ระคายหู ถ้าเทียบกับ WF-1000XM5 เดิมจะรู้สึกว่ารุ่นใหม่สามารถหยิบจับได้สะดวกกว่า การหยิบออกจากหูทำได้มั่นใจกว่ารุ่นเดิมที่ต้องล้วงจากหูอย่างระวัง เพราะอาจหลุดมือได้ง่าย

แม้ตัวหูฟังดีไซน์ต่างจากรุ่นเดิมมาก แต่ยังใช้จุก Memory Foam เหมือนเดิม ซึ่งข้อดีคือสามารถบล็อกเสียงภายนอกได้มาก แล้วในกล่องก็มีจุกมาให้เลือกอีก 3 ขนาด รวมที่ติดกับหูฟังแล้วทำให้มี 4 ขนาดตั้งแต่ XS ถึง L แต่จากประสบการณ์ของเราในรุ่นที่แล้วก็พบว่าจุกโฟมมันทำความสะอาดยากกว่าจุกแบบซิลิโคน อายุการใช้งานก็สั้นกว่า เราไม่สามารถเอาไปแช่น้ำ ล้างสบู่ได้ ต้องใช้ผ้าค่อย ๆ เช็ด และมันโดนแอลกอฮอล์ไม่ได้เลย ลอกทันทีทำให้ถึงแม้เราชอบหูฟังสีขาว แต่ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังสีดำให้ได้จุกโฟมสีดำครับ เพราะจุกสีขาวมันเลอะง่าย ทำความสะอาดให้ดูใหม่ยาก ก็ต้องคอยซื้อจุกใหม่เรื่อย ๆ

ในส่วนของอายุแบตเตอรี่ Sony WF-1000XM6 สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงถ้าเปิด ANC และอีก 16 ชั่วโมงเมื่อกลับไปชาร์จในเคส ส่วนถ้าปิด ANC จะฟังต่อเนื่องได้นาน 12 ชั่วโมง ส่วนถ้าใช้คุยโทรศัพท์จะใช้ต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

การควบคุม

เราสามารถแตะที่ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างเพื่อสั่งงานหูฟังได้ ซึ่งสามารถกำหนดรูปแบบการแตะได้ผ่านแอป Sony Sound Connect ในมือถือ โดยค่ามาตรฐานที่ตั้งมาจากโรงงานคือ

จำนวนการแตะหูข้างซ้ายหูข้างขวา
1 ครั้งสลับโหมดตัดเสียงรบกวน / รับเสียงภายนอกเล่น / หยุดเพลง
2 ครั้งเปลี่ยนเพลง
3 ครั้งย้อนเพลง
> 4 ครั้งแตะเรื่อย ๆ เพื่อลดเสียงเพิ่มเสียง
แตะค้างQuick Attention (ลดเสียงเพลง เปิดเสียงภายนอกให้เข้ามา)เรียกผู้ช่วยอัจฉริยะ

ส่วนแอป Sound Connect ก็ใช้ควบคุมหูฟังได้มากมายเช่นเคย ซึ่งเราจะให้เป็นชื่อฟังก์ชันภาษาอังกฤษไว้นะครับ ถ้าสนใจปรับเรื่องไหนก็เข้าไปดูในหน้า Device Settings เพื่อปรับได้

  • Ambient Sound Control: กำหนดการตัดเสียง-รับเสียงภายนอก ซึ่งการรับเสียงภายนอกสามารถเลือกระดับการดึงเสียงได้ หรือจะให้มันปรับอัตโนมัติเลยก็ได้
  • แต่น่าสังเกตว่าถ้าปิดโหมดนี้ไปเลย (เลือกเป็น Off) เสียงจะไม่เหมือนเปิด ANC อยู่ เสียงจะบางลง เสียงเบสจะเบาลง
  • Listening Mode: ถ้าเลือกเป็น Background Music จะปรับเสียงให้เหมือนฟังจากลำโพงในสถานที่ ฟังเป็นเพลงคลอ สามารถเลือกได้ว่าให้เสียงเหมือนฟังอยู่ในห้องตัวเอง, ห้องนั่งเล่น หรือคาเฟ่ ส่วนตัวไม่ชอบใช้โหมดนี้เท่าไหร่เพราะดรอปคุณภาพเสียงลง
  • EQ: มี 9 โหมด ที่ปรับเองได้ 3 โหมด โดยเป็น EQ แบบ 10 Band
  • Find Your Equalizer: กดเลือกเสียงที่ชอบ เพื่อให้แอปปรับ EQ ตามที่เราชอบ
  • Adaptive Sound Control: ฟีเจอร์เด่นของหูฟังโซนี่ ที่ปรับการตัดเสียง ดึงเสียงภายนอกให้เหมาะกับการใช้ชีวิตตอนนั้น เช่นถ้าระบบตรวจว่าเดินอยู่ ก็จะดึงเสียงภายนอกเข้ามามากกว่าถ้าเจอว่าเป็นการนั่ง
  • Speak-to-Chat: เมื่อเริ่มพูดให้หรี่เสียงเพลงลง แล้วดึงเสียงภายนอกเข้ามา ทำให้เราคุยกับคนอื่นได้โดยไม่ต้องเอาหูฟังออก
  • Connect to 2 devices simultaneously: เปิดใช้ฟีเจอร์เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน ก็แนะนำให้เปิดไว้ จะได้เชื่อมหูฟังกับโทรศัพท์และโน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้พร้อมกัน
  • Bluetooth Connection Quality: เลือกว่าจะเน้นคุณภาพเสียง (Prioritize Sound Quality) หรือจะเน้นความเสถียร เสียงไม่ขาด ๆ หาย ๆ (Prioritize Stable Connection) ซึ่งเราแนะนำให้ปรับเป็นเน้นคุณภาพเสียงก่อนครับ แล้วถ้าฟังแล้วเสียงกระตุกบ่อย ๆ ค่อยปรับกลับเป็น Stable
  • Auto Switch: สำหรับตั้งค่าให้หูฟังส่งเพลงที่กำลังเล่นไปเล่นต่อที่ลำโพงอัตโนมัติเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งปัจจุบันรองรับลำโพงรุ่นเดียวคือ Sony Linkbuds Speaker
  • Head Gesture: เปิดให้พยักหน้าเพื่อรับสาย และส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธสายได้
  • Pause when headphones are removed: ให้หยุดเพลงเมื่อถอดหูฟัง
  • Quick Access: สำหรับกำหนดคีย์ลัดให้แตะหูฟังแล้วเล่นเพลงทันที สามารถกำหนดให้แตะหูฟังซ้าย 2 ครั้งเพื่อใช้ Spotify Tap ได้
  • Auto Power Save: เปิดใช้เพื่อให้หูฟังประหยัดพลังงานเองเมื่อแบตต่ำกว่า 20% โดยปิดใช้งาน EQ, DSEE Extreme, Speak-to-Chat, Voice Control
  • Battery Care: เปิดเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตในหูฟัง โดยจำกัดการชาร์จไว้แค่ 80% ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่ฟังต่อเนื่องหลายชั่วโมงจริง ๆ เราก็แนะนำให้เปิดฟีเจอร์นี้ไว้ครับ
  • Capture Voice During a Phone Call: เปิดไมค์ให้ได้ยินเสียงตัวเองพูดเวลาใช้ไมค์ แนะนำให้เปิดไว้ จะใช้คุยสายหรือประชุมออนไลน์อึดอัดน้อยลง
  • Update Software: อัปเฟิร์มแวร์ของหูฟัง ซึ่งถ้าใช้บน iPhone อัปเดตนานเกือบชั่วโมง ก็แนะนำให้ฟังเพลงไปเรื่อย ๆ ให้มันอัปอัตโนมัติเบื้องหลังไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Scene เพื่อควบคุมหูฟังอัตโนมัติตามสถานการณ์และสถานที่ เช่นกำหนดให้เปิดเพลงอัตโนมัติเมื่อเดินทางไปออฟฟิศหรือไปเรียน หรือกำหนดให้เปิดเพลงเมื่อเดินทางกลับบ้าน นอกจากนี้ยังกำหนดสำหรับการเดิน, การวิ่ง หรือเข้ายิมได้ด้วย แล้วยังมี Voice Cue ที่หูฟังจะอ่านโนติที่เข้ามาให้ฟัง หรือขานเวลาเมื่อขึ้นชั่วโมงใหม่ได้ด้วย สำหรับใครที่ชอบหูฟังฉลาด ๆ น่าจะชอบการเซ็ตค่าเหล่านี้

สิ่งที่ชอบอีกอย่างในแอป Sound Connect คือบริเวณตัวเล่นเพลงในแอปที่ปรับระดับเสียงได้ สามารถระบุความดังของเสียงที่กำลังเล่นเป็น Sound Pressure ออกมาเป็น dB ได้ด้วย ซึ่งพยายามปรับไม่ให้ดังเกิน 75 dB จะดีกับสุขภาพหูครับ

สเปกเสียง

ตัวหูฟัง Sony WF-1000XM6
ตัวหูฟัง Sony WF-1000XM6

โซนี่ปรับฮาร์ดแวร์ภายในหลายอย่างให้ได้เสียงที่ดีขึ้น ตั้งแต่ไดรเวอร์ขนาด 8.4 mm ตัวใหม่ที่จูนให้เบสดีขึ้น ให้เสียงละเอียดขึ้น มีชิปประมวลผลร่วมกัน 2 ตัวคือ QN3e สำหรับทำงานเรื่องตัดเสียงรบกวนโดยเฉพาะ และ V2 เป็นชิปประมวลผลหลัก แล้วโซนี่ยังอัดไมโครโฟนที่หูฟังข้างละ 4 ตัว เพื่อรับเสียงพูดและเสียงรบกวน ทำให้การตัดเสียงรบกวนดีขึ้นไปอีก

Sony WF-1000XM6 รองรับความถี่เสียงตั้งแต่ 20 – 20,000 Hz และถ้าใช้ร่วมกับ LDAC แบบ 990 kbps จะสามารถรองรับได้ถึง 20 – 40,000 Hz ซึ่งเป็นเสียงในระดับ Hi-Res โดยหูฟังรุ่นนี้ใช้ Bluetooth 5.3 รองรับ Codec หลัก ๆ ทั้งหมดคือ SBC (ตัวพื้นฐาน), AAC (สำหรับใช้กับ iPhone), LDAC (สำหรับส่งเสียงความละเอียดสูงบน Android) และ LC3 สำหรับอุปกรณ์ยุคใหม่ นอกจากนี้ยังรองรับ Auracast สำหรับฟังเสียงเดียวกันในพื้นที่เดียวกันพร้อมกันหลาย ๆ อุปกรณ์ (เหมือนฟังเพลงจากวิทยุคลื่นเดียวกัน)

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี DSEE Extreme เอกสิทธิ์ของ Sony ในการประมวลผลเสียงเพื่อชดเชยรายละเอียดเสียงที่หายไป สามารถอัปสเกลเสียงให้กลายเป็น Hi-Res ได้ ซึ่งสามารถลองเปิด-ปิดในแอป Sound Connect เพื่อเทียบเสียงดูได้ครับ ถ้าเปิดไว้เสียงสูงจะชัดเจนขึ้น

เสียงของ Sony WF-1000XM6

หูฟังรุ่นนี้สานต่อการการจูนเสียงจากรุ่นพี่หูฟังครอบศีรษะอย่าง Sony WH-1000XM6 ที่ได้ 3 สตูดิโอผู้เชี่ยวชาญอย่าง Sterling Sound, Coast Mastering และ Battery Studios ที่ให้ Mastering Engineer ทำงานร่วมกับวิศวกรของโซนี่ในการปรับเสียงให้ตรงกับความต้องการของสตูดิโอเสียงระดับโลก

3 สตูดิโอที่ร่วมจูน Sony WF-1000XM6
3 สตูดิโอที่ร่วมจูน Sony WF-1000XM6

เราทดสอบแล้ว แม้ Sony WF-1000XM6 ให้ลักษณะเสียงในแนวเดียวกับ WF-1000XM5 เดิม คือให้เบสอบอุ่น รายละเอียดเสียงกลางดี คือเป็นโทนเสียงของโซนี่ที่หลายคนชอบ แต่อัปเกรดความละมุน ความเป็นมิตรเข้าไปอีก ถ้าแจกแจงรายละเอียดจะเป็นดังนี้

  • เสียงแหลม: เป็นแบบไม่ได้ลงดีเทลที่ละเอียดจัด ๆ หรือคมมาก ๆ แต่โดยรวมน่าพอใจ เสริมเสียงให้สว่างขึ้น และฟังได้นาน
  • เสียงกลาง: ดีมาก ฟังเสียงร้องได้เพลิน ให้เสียงร้องหวาน แถมเสียงเคลียร์กว่ารุ่นเดิม
  • เสียงเบส: ไม่ได้ลงลึกแบบสั่นประสาท แต่อยู่ในร่องในรอยมากกว่ารุ่นเดิมที่เบสกวนเสียงกลางมากกว่า และมีลักษณะเป็นลูกกลม ๆ มน ๆ กว่า

สรุปคือถ้าชอบเสียงของ WF-1000XM5 เดิมอยู่แล้ว อาจจะไม่ต้องอัปเกรดก็ได้ครับ เสียงก็ยังดีถูกใจอยู่ แต่ถ้ารู้สึกว่ารุ่นเดิมมันมีอะไรขัดใจอยู่ ก็ลองฟัง WF-1000XM6 ตัวใหม่ดูได้ เสียงคล้ายเดิม แต่ละมุนกว่า เสียงร้องชัดเจนและหวานขึ้น

ส่วนถ้าเทียบเสียงกับ AirPods Pro 3 สิ่งที่โซนี่ดีกว่าชัดเจนคือเสียงร้องที่อิ่มหวานกว่า เสียงแหลมพุ่งกว่า ได้ยินพวกสแนร์ชัดกว่าฝั่ง AirPods Pro 3 ที่เสียงบางกว่า แต่ก็ให้เบสที่ชัดกว่า ให้เสียงต่ำได้รู้สึกสั่นสะเทือนกว่า ของ Sony ยังเหมือนลงไปไม่ถึง Deep Bass โดยรวมคือโซนี่ให้เสียงสนุกกว่า หวานกว่า ส่วน AirPods Pro 3 ให้เสียงเรียบกว่า

การตัดเสียงและดึงเสียงภายนอกเทียบกับรุ่นอื่น ๆ

Sony WF-1000XM6 และ WF-1000XM5
Sony WF-1000XM6 และ WF-1000XM5

การตัดเสียงหรือ ANC ของ Sony WF-1000XM6 ก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมครับ แม้ไม่ได้ก้าวกระโดด แต่ก็ถือว่าเป็นหูฟังที่ตัดเสียงรอบข้างได้อันดับต้นของตลาดแล้ว แพ้ให้กับ AirPods Pro 3 อยู่นิดหน่อยโดยเฉพาะการตัดเสียงพูดที่ทำได้เนี๊ยบกว่า ซึ่งถ้าสรุปความต่างของ ANC ทั้ง 3 ตัวจะได้ดังนี้

  • WF-1000XM6 เงียบ แต่เสียงยังหลอน ๆ เพราะยังได้ยินเสียงย่านสูงอยู่ เสียงพูดยังเข้ามาได้
  • WF-1000XM5 ตัดไม่ดีเท่า XM5 ได้ยินเสียงบรรยากาศมากกว่า
  • AirPods Pro3 เงียบกว่า XM6 เสียงที่ได้ยินไม่ค่อยหลอน ตัดเสียงพูดได้ดีที่สุด แต่ยังไม่ถึงกับตัดได้เกลี้ยง
Sony WF-1000XM6 และ AirPods Pro 3
Sony WF-1000XM6 และ AirPods Pro 3

และการทำงานในโหมดดึงเสียงรอบตัวหรือ Ambient Sound ก็ปรับปรุงให้ดึงเสียงภายนอกเข้ามาได้เยอะขึ้น สามารถเลือกระดับการดึงเสียงภายนอกได้เอง หรือจะให้ปรับอัตโนมัติก็ได้ ต่างจากรุ่นเดิมที่มีแค่การปรับเองอย่างเดียว โดยถ้าเทียบ 3 รุ่นจะเป็นดังนี้

  • WF-1000XM6 การเปิด Ambient Sound สูงสุดในระดับ 20 จะรู้สึกว่าได้ยินเสียงรอบข้างดังกว่าฟังด้วยหูจริงนิดหน่อย รู้สึกถึงเสียงหลอน ๆ เพราะเก็บย่านเสียงมาไม่ครบ เสียงย่านสูงมาเยอะกว่าเสียงย่านต่ำ ซึ่งถ้าเลือก Ambient Sound เป็น auto จะทำให้เสียงเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ให้เสียงรอบข้างเบากว่าไม่ใส่หูฟัง และต้องใช้เวลาค่อย ๆ จูนเสียงภายนอกสักพัก
  • WF-1000XM5 เสียงภายนอกไม่เก็บย่านสูงมาเยอะเหมือนของ M6 ทำให้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
  • AirPods Pro 3 เสียงภายนอกเป็นธรรมชาติมาก แม้ปรับอะไรไม่ได้ แต่เสียงเหมือนไม่ใส่หูฟังที่สุด

ไมโครโฟน

ไมโครโฟนของ Sony WF-1000XM6 และ WF-1000XM5

ไมโครโฟนของ Sony WF-1000XM6 ปรับปรุงให้ดีกว่ารุ่นเดิมเยอะ ด้วยการใช้ไมค์ Beamforming 2 ตัวเจาะเสียงพูด ทำงานร่วมกับ Bone Conduction ที่ตรวจจับการสั่นผ่านกระดูกทำให้ AI รู้ว่าต้องแยกเสียงอะไรออกมาจากเสียงรบกวน ซึ่งเราอัดเสียงกัน 3 รุ่นในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนออกมาดังนี้

เสียงไมค์ของ Sony WF-1000XM6
เสียงไมค์ของ Sony WF-1000XM5
เสียงไมค์ของ AirPods Pro 3

จะเห็นได้ว่าเสียงจาก WF-1000XM6 ดีกว่า WF-1000XM5 เยอะมาก เสียงรบกวนถูกตัดออกไปเกือบหมด และเมื่อเทียบกับเสียงจาก AirPods Pro 3 เสียงจะดังกว่าด้วย แต่ถ้าฟังเนื้อเสียงของ AirPods Pro 3 ดี ๆ ที่แม้เสียงเบากว่า แต่บอดี้ตัวเนื้อเสียงจาก AirPods Pro 3 ทำได้ดีกว่า ให้เสียงมีน้ำหนักกว่าเสียงของ M6 ที่ถูกกรองเสียงรบกวนออกไปเยอะจนเสียงบาง

สรุป Sony WF-1000XM6 คุ้มไหม

Sony WF-1000XM6 เปิดตัวที่ราคา 11,990 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาเปิดตัวรุ่นเดิมอยู่ 1,000 บาท ก็ถือเป็นหูฟังกลุ่มพรีเมียมเลย ซึ่งโซนี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในคุณภาพเสียงที่จูนมาดีมาก ฟังแล้วชอบได้ไม่ยาก เสียงไมค์ก็ดีขึ้นมากจนสามารถใช้คุยสายได้จริง ๆ สักที ถ้าคุณชอบเสียงแบบโซนี่ หรือเป็นผู้ใช้ฝั่ง Android ก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย เป็นหูฟังที่ดีมากในราคาไม่โหดเกินไปนัก

แต่ด้วยราคาที่แพงกว่า AirPods Pro 3 ถึง 3,500 บาทก็ทำเอาผู้ใช้ฝั่ง Apple คิดหนักเหมือนกัน คือแม้ AirPods Pro 3 เสียงจะไม่ได้ฟังสนุกเท่า WF-1000XM6 แต่ก็ได้ระบบตัดเสียงดีกว่า ระบบดึงเสียงภายนอกดีกว่า ไมค์ที่ดีใกล้เคียงกัน และสามารถดูหนังให้เสียงรอบทิศทางใน Apple TV หรือ Netflix ได้ด้วย

เอาเป็นว่าต้องลองฟังกันดูครับ

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

8.5 / 10คะแนนรวม
8.5

Sony WF-1000XM6

การกลับมาของ TWS ตัวท็อปจากโซนี่

หูฟังตัวท็อปรุ่นล่าสุดที่ปรับปรุงเรื่องเสียงและไมโครโฟนขึ้นไปอีก แต่ฟีเจอร์สนับสนุนไม่ได้เพิ่มมากเท่าไหร่ โดยเป็นหูฟังที่ตัดเสียงรบกวนได้อันดับต้น ๆ ของตลาดแล้ว
Pros
  • ให้เสียงฟังสนุก เสียงร้องหวาน มีความเป็นดนตรีสูง ชอบได้ไม่ยาก
  • ตัดเสียงรบกวนได้ดีอันดับต้น ๆ ของตลาด
  • ดีไซน์หูฟังใหม่ทำให้จับสะดวกขึ้น
  • ไมโครโฟนดีขึ้น รับเสียงพูดชัดเจน และตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี
  • ฟีเจอร์แน่นเหมือนเดิม
Cons
  • จุกหูฟังเป็นโฟมเหมือนเดิม ดูแลรักษายากกว่าจุกซิลิโคน
  • การดึงเสียงภายนอก (Ambient Sound) ยังให้เสียงต่างจากการไม่ใส่หูฟัง
  • เคสขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
  • ราคาสูง
Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...