
หลังจากปล่อยให้ Sony WF-1000XM5 ให้บริการเสียงเพลงมาเกือบ 3 ปี ในที่สุดโซนี่ก็ส่ง WF-1000XM6 หูฟัง TWS ตัวท็อปออกมาสู้ในตลาดนี้ต่อ ด้วยรูปลักษณ์ที่ต่างจากรุ่นเดิมเยอะ แต่ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ไม่ต่างจากเดิมครับ

หน้าตาเคสของ Sony WF-1000XM6 มาในดีไซน์ใหม่ คล้ายกระบอกหน้าตัด แบนเรียบทั้งบนและล่าง เรียบจนสามารถตั้งพื้นได้ทั้งข้างบนและข้างล่าง สามารถเสียบชาร์จด้วย USB-C ได้จากด้านหลังของเครื่อง ชาร์จแค่ 5 นาทีก็สามารถฟังต่อเนื่องได้ 60 นาทีแล้ว และสามารถเอาไปวางที่แท่นชาร์จไร้สายได้เลย ระหว่างชาร์จจะมีไฟขึ้นด้านหน้า ซึ่งไฟนี้ดีไซน์ใหม่ให้ซ่อนในตัวเคส ถ้าไฟดับจะไม่รู้เลยว่ามีหลอดไฟซ่อนอยู่ด้านหน้าเคส ส่วนด้านหลังก็จะมีปุ่มกดสำหรับเชื่อมต่อ Bluetooth ก็ทำให้เชื่อมต่อได้ง่ายดีครับ โดยรวมถ้าเทียบกับเคสของ WF-1000XM5 จะรู้สึกว่าเคสของรุ่นเดิมนั้นเล็กกว่า และมีความมน ๆ กว่า
ดีไซน์ตัวหูฟัง WF-1000XM6 ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นทรงแคปซูลขนาดพอดีหู ทำให้มีความยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย มีร่องเล็กน้อยให้จับง่าย และเป็นเหลี่ยมมุมที่ทำให้ใส่หูได้สบาย ซึ่งเราใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็รู้สึกว่ายังใส่สบายดี ไม่ระคายหู ถ้าเทียบกับ WF-1000XM5 เดิมจะรู้สึกว่ารุ่นใหม่สามารถหยิบจับได้สะดวกกว่า การหยิบออกจากหูทำได้มั่นใจกว่ารุ่นเดิมที่ต้องล้วงจากหูอย่างระวัง เพราะอาจหลุดมือได้ง่าย

แม้ตัวหูฟังดีไซน์ต่างจากรุ่นเดิมมาก แต่ยังใช้จุก Memory Foam เหมือนเดิม ซึ่งข้อดีคือสามารถบล็อกเสียงภายนอกได้มาก แล้วในกล่องก็มีจุกมาให้เลือกอีก 3 ขนาด รวมที่ติดกับหูฟังแล้วทำให้มี 4 ขนาดตั้งแต่ XS ถึง L แต่จากประสบการณ์ของเราในรุ่นที่แล้วก็พบว่าจุกโฟมมันทำความสะอาดยากกว่าจุกแบบซิลิโคน อายุการใช้งานก็สั้นกว่า เราไม่สามารถเอาไปแช่น้ำ ล้างสบู่ได้ ต้องใช้ผ้าค่อย ๆ เช็ด และมันโดนแอลกอฮอล์ไม่ได้เลย ลอกทันทีทำให้ถึงแม้เราชอบหูฟังสีขาว แต่ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังสีดำให้ได้จุกโฟมสีดำครับ เพราะจุกสีขาวมันเลอะง่าย ทำความสะอาดให้ดูใหม่ยาก ก็ต้องคอยซื้อจุกใหม่เรื่อย ๆ
ในส่วนของอายุแบตเตอรี่ Sony WF-1000XM6 สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงถ้าเปิด ANC และอีก 16 ชั่วโมงเมื่อกลับไปชาร์จในเคส ส่วนถ้าปิด ANC จะฟังต่อเนื่องได้นาน 12 ชั่วโมง ส่วนถ้าใช้คุยโทรศัพท์จะใช้ต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง
เราสามารถแตะที่ตัวหูฟังทั้ง 2 ข้างเพื่อสั่งงานหูฟังได้ ซึ่งสามารถกำหนดรูปแบบการแตะได้ผ่านแอป Sony Sound Connect ในมือถือ โดยค่ามาตรฐานที่ตั้งมาจากโรงงานคือ
| จำนวนการแตะ | หูข้างซ้าย | หูข้างขวา |
|---|---|---|
| 1 ครั้ง | สลับโหมดตัดเสียงรบกวน / รับเสียงภายนอก | เล่น / หยุดเพลง |
| 2 ครั้ง | – | เปลี่ยนเพลง |
| 3 ครั้ง | – | ย้อนเพลง |
| > 4 ครั้ง | แตะเรื่อย ๆ เพื่อลดเสียง | เพิ่มเสียง |
| แตะค้าง | Quick Attention (ลดเสียงเพลง เปิดเสียงภายนอกให้เข้ามา) | เรียกผู้ช่วยอัจฉริยะ |
ส่วนแอป Sound Connect ก็ใช้ควบคุมหูฟังได้มากมายเช่นเคย ซึ่งเราจะให้เป็นชื่อฟังก์ชันภาษาอังกฤษไว้นะครับ ถ้าสนใจปรับเรื่องไหนก็เข้าไปดูในหน้า Device Settings เพื่อปรับได้



นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Scene เพื่อควบคุมหูฟังอัตโนมัติตามสถานการณ์และสถานที่ เช่นกำหนดให้เปิดเพลงอัตโนมัติเมื่อเดินทางไปออฟฟิศหรือไปเรียน หรือกำหนดให้เปิดเพลงเมื่อเดินทางกลับบ้าน นอกจากนี้ยังกำหนดสำหรับการเดิน, การวิ่ง หรือเข้ายิมได้ด้วย แล้วยังมี Voice Cue ที่หูฟังจะอ่านโนติที่เข้ามาให้ฟัง หรือขานเวลาเมื่อขึ้นชั่วโมงใหม่ได้ด้วย สำหรับใครที่ชอบหูฟังฉลาด ๆ น่าจะชอบการเซ็ตค่าเหล่านี้
สิ่งที่ชอบอีกอย่างในแอป Sound Connect คือบริเวณตัวเล่นเพลงในแอปที่ปรับระดับเสียงได้ สามารถระบุความดังของเสียงที่กำลังเล่นเป็น Sound Pressure ออกมาเป็น dB ได้ด้วย ซึ่งพยายามปรับไม่ให้ดังเกิน 75 dB จะดีกับสุขภาพหูครับ

โซนี่ปรับฮาร์ดแวร์ภายในหลายอย่างให้ได้เสียงที่ดีขึ้น ตั้งแต่ไดรเวอร์ขนาด 8.4 mm ตัวใหม่ที่จูนให้เบสดีขึ้น ให้เสียงละเอียดขึ้น มีชิปประมวลผลร่วมกัน 2 ตัวคือ QN3e สำหรับทำงานเรื่องตัดเสียงรบกวนโดยเฉพาะ และ V2 เป็นชิปประมวลผลหลัก แล้วโซนี่ยังอัดไมโครโฟนที่หูฟังข้างละ 4 ตัว เพื่อรับเสียงพูดและเสียงรบกวน ทำให้การตัดเสียงรบกวนดีขึ้นไปอีก
Sony WF-1000XM6 รองรับความถี่เสียงตั้งแต่ 20 – 20,000 Hz และถ้าใช้ร่วมกับ LDAC แบบ 990 kbps จะสามารถรองรับได้ถึง 20 – 40,000 Hz ซึ่งเป็นเสียงในระดับ Hi-Res โดยหูฟังรุ่นนี้ใช้ Bluetooth 5.3 รองรับ Codec หลัก ๆ ทั้งหมดคือ SBC (ตัวพื้นฐาน), AAC (สำหรับใช้กับ iPhone), LDAC (สำหรับส่งเสียงความละเอียดสูงบน Android) และ LC3 สำหรับอุปกรณ์ยุคใหม่ นอกจากนี้ยังรองรับ Auracast สำหรับฟังเสียงเดียวกันในพื้นที่เดียวกันพร้อมกันหลาย ๆ อุปกรณ์ (เหมือนฟังเพลงจากวิทยุคลื่นเดียวกัน)
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี DSEE Extreme เอกสิทธิ์ของ Sony ในการประมวลผลเสียงเพื่อชดเชยรายละเอียดเสียงที่หายไป สามารถอัปสเกลเสียงให้กลายเป็น Hi-Res ได้ ซึ่งสามารถลองเปิด-ปิดในแอป Sound Connect เพื่อเทียบเสียงดูได้ครับ ถ้าเปิดไว้เสียงสูงจะชัดเจนขึ้น
หูฟังรุ่นนี้สานต่อการการจูนเสียงจากรุ่นพี่หูฟังครอบศีรษะอย่าง Sony WH-1000XM6 ที่ได้ 3 สตูดิโอผู้เชี่ยวชาญอย่าง Sterling Sound, Coast Mastering และ Battery Studios ที่ให้ Mastering Engineer ทำงานร่วมกับวิศวกรของโซนี่ในการปรับเสียงให้ตรงกับความต้องการของสตูดิโอเสียงระดับโลก

เราทดสอบแล้ว แม้ Sony WF-1000XM6 ให้ลักษณะเสียงในแนวเดียวกับ WF-1000XM5 เดิม คือให้เบสอบอุ่น รายละเอียดเสียงกลางดี คือเป็นโทนเสียงของโซนี่ที่หลายคนชอบ แต่อัปเกรดความละมุน ความเป็นมิตรเข้าไปอีก ถ้าแจกแจงรายละเอียดจะเป็นดังนี้
สรุปคือถ้าชอบเสียงของ WF-1000XM5 เดิมอยู่แล้ว อาจจะไม่ต้องอัปเกรดก็ได้ครับ เสียงก็ยังดีถูกใจอยู่ แต่ถ้ารู้สึกว่ารุ่นเดิมมันมีอะไรขัดใจอยู่ ก็ลองฟัง WF-1000XM6 ตัวใหม่ดูได้ เสียงคล้ายเดิม แต่ละมุนกว่า เสียงร้องชัดเจนและหวานขึ้น
ส่วนถ้าเทียบเสียงกับ AirPods Pro 3 สิ่งที่โซนี่ดีกว่าชัดเจนคือเสียงร้องที่อิ่มหวานกว่า เสียงแหลมพุ่งกว่า ได้ยินพวกสแนร์ชัดกว่าฝั่ง AirPods Pro 3 ที่เสียงบางกว่า แต่ก็ให้เบสที่ชัดกว่า ให้เสียงต่ำได้รู้สึกสั่นสะเทือนกว่า ของ Sony ยังเหมือนลงไปไม่ถึง Deep Bass โดยรวมคือโซนี่ให้เสียงสนุกกว่า หวานกว่า ส่วน AirPods Pro 3 ให้เสียงเรียบกว่า

การตัดเสียงหรือ ANC ของ Sony WF-1000XM6 ก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมครับ แม้ไม่ได้ก้าวกระโดด แต่ก็ถือว่าเป็นหูฟังที่ตัดเสียงรอบข้างได้อันดับต้นของตลาดแล้ว แพ้ให้กับ AirPods Pro 3 อยู่นิดหน่อยโดยเฉพาะการตัดเสียงพูดที่ทำได้เนี๊ยบกว่า ซึ่งถ้าสรุปความต่างของ ANC ทั้ง 3 ตัวจะได้ดังนี้

และการทำงานในโหมดดึงเสียงรอบตัวหรือ Ambient Sound ก็ปรับปรุงให้ดึงเสียงภายนอกเข้ามาได้เยอะขึ้น สามารถเลือกระดับการดึงเสียงภายนอกได้เอง หรือจะให้ปรับอัตโนมัติก็ได้ ต่างจากรุ่นเดิมที่มีแค่การปรับเองอย่างเดียว โดยถ้าเทียบ 3 รุ่นจะเป็นดังนี้

ไมโครโฟนของ Sony WF-1000XM6 ปรับปรุงให้ดีกว่ารุ่นเดิมเยอะ ด้วยการใช้ไมค์ Beamforming 2 ตัวเจาะเสียงพูด ทำงานร่วมกับ Bone Conduction ที่ตรวจจับการสั่นผ่านกระดูกทำให้ AI รู้ว่าต้องแยกเสียงอะไรออกมาจากเสียงรบกวน ซึ่งเราอัดเสียงกัน 3 รุ่นในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนออกมาดังนี้
จะเห็นได้ว่าเสียงจาก WF-1000XM6 ดีกว่า WF-1000XM5 เยอะมาก เสียงรบกวนถูกตัดออกไปเกือบหมด และเมื่อเทียบกับเสียงจาก AirPods Pro 3 เสียงจะดังกว่าด้วย แต่ถ้าฟังเนื้อเสียงของ AirPods Pro 3 ดี ๆ ที่แม้เสียงเบากว่า แต่บอดี้ตัวเนื้อเสียงจาก AirPods Pro 3 ทำได้ดีกว่า ให้เสียงมีน้ำหนักกว่าเสียงของ M6 ที่ถูกกรองเสียงรบกวนออกไปเยอะจนเสียงบาง
Sony WF-1000XM6 เปิดตัวที่ราคา 11,990 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาเปิดตัวรุ่นเดิมอยู่ 1,000 บาท ก็ถือเป็นหูฟังกลุ่มพรีเมียมเลย ซึ่งโซนี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในคุณภาพเสียงที่จูนมาดีมาก ฟังแล้วชอบได้ไม่ยาก เสียงไมค์ก็ดีขึ้นมากจนสามารถใช้คุยสายได้จริง ๆ สักที ถ้าคุณชอบเสียงแบบโซนี่ หรือเป็นผู้ใช้ฝั่ง Android ก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย เป็นหูฟังที่ดีมากในราคาไม่โหดเกินไปนัก
แต่ด้วยราคาที่แพงกว่า AirPods Pro 3 ถึง 3,500 บาทก็ทำเอาผู้ใช้ฝั่ง Apple คิดหนักเหมือนกัน คือแม้ AirPods Pro 3 เสียงจะไม่ได้ฟังสนุกเท่า WF-1000XM6 แต่ก็ได้ระบบตัดเสียงดีกว่า ระบบดึงเสียงภายนอกดีกว่า ไมค์ที่ดีใกล้เคียงกัน และสามารถดูหนังให้เสียงรอบทิศทางใน Apple TV หรือ Netflix ได้ด้วย
เอาเป็นว่าต้องลองฟังกันดูครับ





