
ครูมัธยมศึกษาจำนวนมากในอังกฤษเริ่มตั้งคำถามถึงผลกระทบของ AI ต่อทักษะพื้นฐานของนักเรียน หลังผลสำรวจพบว่า “ 2 ใน 3” ของนักเรียนมีทักษะการเขียน การแก้ปัญหา และการคิดเชิงวิพากษ์ถดถอยลง
หนึ่งในสาเหตุหลักคือการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมืออย่างการแปลงเสียงเป็นข้อความ ที่ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกจำเป็นต้องฝึกสะกดคำหรือเรียบเรียงความคิดด้วยตนเอง
ครูบางรายสะท้อนว่า นักเรียนกำลังสูญเสียทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ไปจนถึงความสามารถในการสนทนา ขณะที่บางคนมองว่า AI กำลังบั่นทอนแก่นแท้ของ “การเรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา หรือการทำงานร่วมกัน

ในอีกด้านรัฐบาลอังกฤษเองก็เดินหน้าผลักดันการใช้ AI ในระบบการศึกษา โดยมีแผนพัฒนาเครื่องมือ “ติวเตอร์ AI” เพื่อช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนด้อยโอกาสหลายแสนคน หวังลดความเหลื่อมล้ำและทำให้การเข้าถึงการติวไม่ใช่สิทธิของคนบางกลุ่มอีกต่อไป
แม้โครงการนี้จะมีเป้าหมายเชิงบวก แต่ครูจำนวนไม่น้อยยังไม่เชื่อมั่น ผลสำรวจครูโรงเรียนรัฐกว่า 9,000 คนพบว่า เกือบครึ่งคัดค้านการใช้ติวเตอร์ AI และมีเพียงส่วนน้อยที่เห็นด้วย โดยกังวลว่าเทคโนโลยีอาจถูกใช้เพื่อลดต้นทุน มากกว่าการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ อีกทั้งยังไม่สามารถทดแทนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งแรงจูงใจและพัฒนาการทางสังคมของนักเรียนได้
เสียงสะท้อนจากครูยังชี้ว่า นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือมักต้องการมากกว่าการสอนวิชาการ เช่น การสนับสนุนด้านอารมณ์และการเข้าสังคม ซึ่ง AI ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้
ในทางปฏิบัติ แม้ครูจำนวนมากจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อผู้เรียน แต่กลับมีการใช้ AI ในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกว่า 76% ของครูระบุว่าใช้ AI ในงานประจำ เช่น การสร้างสื่อการสอน การวางแผนบทเรียน และงานเอกสาร อย่างไรก็ตาม โรงเรียนจำนวนมากยังขาดนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนในการกำกับการใช้งาน ทั้งสำหรับครูและนักเรียน
ที่มา theguardian





