เชื่อว่าคนทำงานในยุคนี้ ต้องรู้จัก OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT เป็นอย่างดี บางคนอาจจะใช้เป็นคนทำงาน บางคนใช้เป็นที่ปรึกษา บางคนก็ใช้เป็นเพื่อน บางคนก็ใช้ช่วยเขียนโค้ด ซึ่ง OpenAI นั้นสำคัญระดับถูกจารึกว่าเป็นบริษัทที่สร้าง iPhone Moment ขึ้นอีกครั้งในโลกด้วย ChatGPT แต่แล้วทำไม OpenAI บริษัทแห่งยุคถึงเดินทางมาสู่ความยากลำบาก ซีจะเล่าให้ฟังค่ะ
เพื่อให้เข้าใจที่มาว่าทำไมต้องชื่อว่า OpenAI เราขอย้อนกลับไปช่วงยุค 2010 ตอนนั้นการพัฒนาเทคโนโลยี AI ถูกควบคุมทิศทางโดยยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีไม่กี่ราย Google ก็ซื้อ DeepMind บริษัทพัฒนา AI ของอังกฤษในปี 2014 สิ่งนี้ทำให้นักคิดและผู้นำทางเทคโนโลยีกังวลว่าการพัฒนา AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งรอบด้านเหมือนมนุษย์อาจพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทใหญ่เป็นหลัก ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของมนุษยชาติ
ในเดือนธันวาคม 2015 OpenAI จึงถือกำเนิดขึ้นในซานฟรานซิสโก ด้วยพันธกิจเพื่อให้มั่นใจว่า AGI จะให้ประโยชน์แก่คนทั้งมวล ซึ่งได้รับการสนับสนุนนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เช่น Sam Altman, Elon Musk, Ilya Sutskever (อิลยา ซุตสเคเวอร์ Chief Scientist ของ OpenAI), Greg Brockman (เกร็ก บร็อคแมน CTO Stripe), Reid Hoffman (รีด ฮอฟฟ์แมน ผู้ก่อตั้ง Linkedin), Peter Thiel (ปีเตอร์ เธียล ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal) และ AWS
OpenAI ก่อตั้งด้วยทุนสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ แต่เป็นทุนแบบได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะให้นะคะ ได้จริงประมาณ 130 ล้านดอลลาร์ เช่น Elon Musk และ Sam Altman บริจาคคนละประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ หรือ AWS สนับสนุนเป็นเครดิตในการใช้ Cloud เป็นหลัก โดย OpenAI ในช่วงแรกนี้เป็น “องค์กรไม่แสวงหากำไร” เต็มตัวเพื่อให้ทีมวิจัยมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยและผลกระทบระยะยาวของ AI โดยไม่ต้องถูกกดดันเรื่องเป้าหมายทางการเงิน
ผลงานเด่นของ OpenAI ในยุคนี้คือ GPT-1 และ GPT-2 นั้นเองค่ะ ที่เปิดเผยรายละเอียดการวิจัยอย่างชัดเจน สามารถนำไปต่อยอดได้ แต่ตั้งแต่ GPT-3 เป็นต้นมาก็เปลี่ยนมาเป็นการแสวงหาผลกำไรแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าต้นทุนการเทรนโมเดลนั้นสูงมากเลยไม่เปิดข้อมูลการพัฒนาให้ภายนอกแล้ว
แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ OpenAI มีเป้าหมายและอุดมการณ์ชัดเจน แต่ในโลกความจริง การเทรน AI ใช้เงินสูงมาก ในปี 2017 OpenAI ต้องใช้งบราว 250 ล้านบาทในการใช้ Cloud Computing ซึ่งเมื่อเทียบกับ Deepmind ของ Google ที่มีงบราว 13,800 ล้านบาทในปีเดียวกัน จะเห็นว่าโมเดลใช้เงินบริจาคของ OpenAI เริ่มไปไม่ได้แล้ว เพราะยิ่งเทรนโมเดลให้เก่งขึ้น ยิ่งต้องใช้เงินสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด OpenAI จึงปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ในปี 2019 กลายเป็นบริษัทที่แสวงหากำไรแต่มีข้อจำกัด (Capped-Profit Company) เพื่อให้มีเงินพัฒนา AI โดยแบ่งบริษัทเป็น
เมื่อปรับโครงสร้างแล้ว ไมโครซอฟท์จึงเข้ามาลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ 1 พันล้านเหรียญในปี 2019 เพื่อให้ได้สิทธิ์นำเทคโนโลยีของ OpenAI ไปใช้ต่อ ทำให้สามารถนำ GPT-4 ไปใช้ใน MS Copilot ก่อนที่ ChatGPT จะได้ใช้เสียอีก
ทุกคนจำการเปิดตัว iPhone ได้ใช่ไหมคะ สมาร์ตโฟนเครื่องเดียวที่เปิดตัวเมื่อปี 2007 ได้เปลี่ยนโลกมาถึงปัจจุบัน วงการเทคโนโลยีเลยเรียกการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่พลิกโลกได้ว่า iPhone Moment ซึ่ง ChatGPT ก็เป็น iPhone Moment ครั้งล่าสุดของวงการค่ะ ถึงตอนนี้คงไม่ต้องบอกแล้วว่าการที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ให้คนทั้งโลกใช้ในปี 2022 บนพื้นฐานของ GPT-3.5 นั้นเปลี่ยนแปลงโลกขนาดไหน มันเปลี่ยนแปลงไปถึงระดับโครงสร้างการทำงานของโลกนี้ โลกหลังปี 2022 จึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่ง OpenAI ก็สานต่อโมเมนตัมได้เป็นอย่างดีกับ GPT-4 และ GPT-4o ทำให้ OpenAI เปลี่ยนจากแล็บวิจัยเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
วิกฤตใหญ่ของ OpenAI เกิดเมื่อพฤศจิกายน 2023 เมื่อบอร์ดของ OpenAI มีมติไล่ Sam Altman ออกจากตำแหน่ง CEO ด้วยเหตุผล “ความไม่ตรงไปตรงมาในการสื่อสาร” ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งของ 2 แนวคิดในบริษัทคือ ฝั่งที่เน้นความเร็วที่ Sam Altman และ Greg Brockman ต้องการเร่งการออกผลิตภัณฑ์ ต้องการระดมทุนมหาศาลเพื่อขยายธุรกิจชิงความได้เปรียบ กับฝั่งความปลอดภัยที่นำโดย Ilya Sutskever หัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ของบริษัท ที่มองว่าบริษัทเร่งเกินไป จนไม่ใส่ใจความปลอดภัย และเสี่ยงสร้าง AI ที่ควบคุมไม่ได้
ยกแรกจบที่ Sam Altman ถูกไล่ออกไปแล้ว แต่ Satya Nadella ผู้นำของไมโครซอฟท์ไม่พอใจมากที่ OpenAI ไล่ Sam Altman ออก เพราะเขาไม่รับรู้มาก่อน และกระทบกับการพัฒนา AI ของไมโครซอฟท์ จึงเสนอตำแหน่งให้ Sam Altman ที่ไมโครซอฟท์ทันที และเสนอตำแหน่งให้พนักงานของ OpenAI ด้วย ทำให้เกิดการประท้วงของพนักงานกว่า 90% ที่ขู่จะลาออกตาม Altman ไปยัง Microsoft สุดท้ายบอร์ดต้องยอมจำนนและเชิญ Altman กลับมาภายใน 5 วัน
การรัฐประหารครั้งนี้จึงจบลงที่ยก 2 Sam Altman ชนะน็อกไปได้ บอร์ดชุดเก่าถูกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด และ Ilya Sutskever ถูกลดบทบาทลงจนลาออกไปในเดือนพฤษภาคม 2024
จริง ๆ ความขัดแย้งภายในของ OpenAI ระหว่างด้านธุรกิจที่ต้องการเร่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อทำเงิน กับด้านนักวิจัยที่ต้องการเวลาให้มั่นใจว่าจะไม่สร้าง AI ที่เป็นภัยออกมา มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2020 ที่ OpenAI เปลี่ยนโครงสร้างเพื่อรับเงินทุนภายนอกแล้ว ทำให้นักวิจัยที่ไม่พอใจแนวทางนี้ทยอยลาออกจากบริษัทไป การลาออกครั้งสำคัญคือ Dario Amodei (ดาริโอ อาโมเดอี) รองประธานฝ่ายวิจัยของ OpenAI หัวหอกในการพัฒนา GPT-2 และ GPT-3 พร้อมน้องสาวคือ Daniela Amodei (ดาเนียลา อาโมเดอี) และอดีตทีม OpenAI อีก 5 คนลาออกไปตั้งบริษัท Anthropic ที่สร้าง Claude มาแข่งกับ ChatGPT
โดย Anthropic โฟกัสตลาดที่แตกต่างออกไป เช่น Claude Code เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดที่นักพัฒนาไว้วางใจ และยังโฟกัสกลุ่ม B2B สร้าง API เรียก Claude ไปให้ธุรกิจต่าง ๆ ใช้ซึ่งได้รายได้ดีกว่าฝั่งผู้ใช้ทั่วไปมาก จนประเมินว่าในปี 2025 Anthropic มี ARPU หรือรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้สูงถึง $211 ต่อเดือน เทียบกับ OpenAI ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้เพียง $25-30 ซึ่งแม้ OpenAI มีฐานผู้ใช้มากกว่า Anthropic แต่ก็เป็นแนวโน้มที่ไม่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องเผาเงินเยอะอย่าง AI
ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า OpenAI เสียนักวิจัยเก่ง ๆ จากแนวทางที่เปลี่ยนไปในช่วงก่อตั้งเยอะมาก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเวลาต่อมา ทั้งความผิดพลาดในการพัฒนา GPT-5 โมเดล Orion ซึ่งคาดหวังว่าจะดีขึ้นกว่า GPT-4 อย่างก้าวกระโดดกลับทำผลงานได้ไม่ดีดั่งหวัง แต่ยังต้องเร่งการพัฒนาเพื่อปล่อยสู่ตลาด ทำให้ Gemini 3 ตีตื้นครองใจผู้ใช้ได้ จนต้องเร่งส่ง GPT-5.2 มาแก้เกม
ซึ่งเรื่องของ Gemini เราเคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่าทำไมเราถึงคิดว่าจะชนะ ChatGPT ได้ ตามไปดูในคลิปเก่าได้เลยค่ะ
OpenAI จึงต้องปรับแผนในการสู้กับ Google โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความสำเร็จของ OpenAI ผูกติดอยู่กับชิปของ NVIDIA อย่างแยกไม่ออก จน AI บูม ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งสูงจนขาดแคลน ทำให้ NVIDIA มีอำนาจกำหนดราคาและโควต้าส่งมอบ OpenAI จึงเริ่มตกที่นั่งลำบากเมื่อเทียบกับ Google ที่ทำชิปเอง Sam Altman จึงเริ่ม Project Tigris ที่ดึงตัว Richard Ho อดีตหัวหน้าทีม TPU ของ Google มานำทีมโดยตั้งเป้าเริ่มผลิตในปี 2026
แต่การที่ OpenAI เริ่มสร้างชิปเองก็สร้างรอยร้าวกับ nvidia ดีลการลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างสองบริษัทถูกแช่แข็งในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้เอง โดยมีรายงานว่า Jensen Huang วิจารณ์ OpenAI ว่าขาดวินัยและแสดงความกังวลที่ OpenAI กำลังกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงผ่านการพัฒนาชิป แม้ภายหลัง Huang จะออกมาปฏิเสธและยืนยันว่าการลงทุนยังดำเนินต่อ แต่ก็มีรายงานว่า Nvidia อาจจะลงทุนจริงอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงไป 8 หมื่นล้าน แล้วหันไปกระจายเงินลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพ AI อื่นๆ เช่น การลงทุนใน Anthropic 10,000 ล้านดอลลาร์ และบริษัทเทคโนโลยีในยุโรปหลายแห่งในปี 2025

การเติบโตและปัญหาของ OpenAI เกี่ยวข้องกับตัว Sam Altman จนแทบกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เขาเป็นผู้นำที่มีความซับซ้อนและทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน จุดแข็งของเขาคือวิสัยทัศน์ในภาพกว้าง ที่มีทักษะในการเจรจาและดำเนินการเมืองให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ซึ่งหลายครั้งก็มีความเสี่ยงมาก ทำให้ OpenAI เติบโตจากห้องแล็บวิจัยเล็กๆ สู่บริษัทมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ที่สร้าง ChatGPT หมุดหมายระดับ iPhone Moment ที่พลิกโฉมการทำงานของโลกใบนี้
แต่ความไม่ตรงไปตรงมาของเขาก็ทำให้เกิดปัญหามากมายเช่นกัน มีข้อมูลจาก Helen Toner อดีตบอร์ด OpenAI ที่ปลด Sam Altman อ้างถึงพฤติกรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายอย่าง เช่น Altman ไม่เคยบอกบอร์ดเรื่องการเปิดตัว ChatGPT บอร์ดมารู้เมื่อตอนเปิดตัวผ่าน X พร้อมทุกคน และปิดบังข้อมูลเรื่องความปลอดภัยของ AI ทำให้บอร์ดไม่สามารถตัดสินใจอย่างเหมาะสมได้ และยังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เช่นกรณี Altman ไปลงทุน 1 ล้านเหรียญใน Rain AI สตาร์ทอัพผลิตชิป Neuromorphic ด้วยเงินทุนของตัวเอง แล้ว OpenAI ก็ไปลงนามซื้อชิปจาก Rain AI มูลค่า 51 ล้านเหรียญอีกที จึงมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง และเป็นรูปแบบของผู้นำที่มองข้ามกระบวนการตรวจสอบทางจริยธรรมเพื่อเร่งความเร็วในการเข้าถึงทรัพยากร
ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดปัญหาการเมืองภายใน OpenAI จนต้องเสียทีมงานเก่ง ๆ ไปนั่นเอง
ถึงแม้ว่า OpenAI จะสร้างการเติบโตของรายได้ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เติบโตจาก 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 สู่ 3,700 ล้านในปี 2024 และคาดว่าจะทะลุ 12,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่ต้นทุนค่าคอมพิวติ้งและบุคลากรทำให้บริษัทขาดทุนหนัก โดยขาดทุนถึง 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดการณ์ขาดทุน 8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะต้องเผาเงินรวมหลายหมื่นล้านเหรียญกว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในปี 2029
เราจึงต้องติดตาม OpenAI ต่อไปค่ะ ว่าจะทำอย่างไรต่อในวันที่เริ่มยาก วันที่ต้องหาไฟฟ้ามหาศาลมาป้อน Data Center วันที่คนเริ่มคิดว่าจะจ่ายให้ผลิตภัณฑ์ที่เสริมความเก่งด้วย AI มากกว่าที่จะจ่ายให้ AI โดยตรง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ OpenAI ในปัจจุบัน





