เหตุผลมนุษย์เอียนงาน “เอไอ” จนเกิด AI SLOP เป็นเพราะสมองไม่ชอบ!

ปี 2025 เราได้ตื่นเต้นกับพลังของ AI กันมาทั้งปี โดยเฉพาะในเชิงการสร้างสรรค์ภาพและวิดีโอที่นับวันก็ยิ่งเจนได้เหมือนจริงเข้าไปทุกที แต่เอ๊ะ ทำไมยิ่งเหมือนจริงแล้วเรายิ่งรู้สึกขนลุก จนทำให้เกิดกระแสตีกลับงาน AI เกิดเป็นเทรนด์ใหม่ 100% Human เข้ามาแทน เรามีคำตอบ

ทักษะพื้นฐานของมนุษย์ แยกสิ่งที่ไม่ใช่คน

การที่มนุษย์รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรือรู้สึกขนลุกกับภาพ AI ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรืออคติกับงาน AI เพียงอย่างเดียว แต่พื้นฐานของความรู้สึกนี้เป็นผลของระบบประสาทที่วิวัฒนาการมานับล้านปีเพื่อความอยู่รอด คือการแยกมนุษย์ออกจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ 

ซึ่งระบบประสาทเดียวกันนี้ยังต้องแยกและจำใบหน้ามนุษย์แต่ละคน แถมยังต้องอ่านอารมณ์จากสีหน้ามนุษย์คนอื่นได้ด้วย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในสังคมมนุษย์

FFA คือบริเวณสีฟ้าในภาพ
FFA คือบริเวณสีฟ้าในภาพ

เรื่องเหล่านี้สมองของเราจริงจังมาก ใช้เวลาวิวัฒนาการจนมีพื้นที่เฉพาะสำหรับการประมวลผลใบหน้าโดยเฉพาะ เรียกว่า Fusiform Face Area (FFA) ซึ่งอยู่ในรอยนูนรูปกระสวย (Fusiform Gyrus) ของสมองกลีบขมับ ซึ่ง FFA มีความไวสูงมากต่อโครงสร้างใบหน้า และจะทำงานผิดพลาดทันทีหากองค์ประกอบใบหน้ามีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย เช่นภาพหน้ากลับหัวนี้ เราอาจจะแยกไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่พอกลับภาพมา สมองเรารู้สึกขนลุกทันทีตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เห็น เพราะมันคล้ายมนุษย์ แต่ไม่ใช่มนุษย์

Uncanny Valley หุบเขาแห่งความสะพรึงกลัว

สมองเราทำงานจับผิดความเป็นมนุษย์ตลอดเวลา ทำงานในระดับจิตใต้สำนึกที่ไม่ต้องพึ่งพาการเรียนรู้ใด ๆ ซีจะลองเปิดภาพวิดีโอสั้น ๆ ให้ดูแล้วลองบอกกันนะคะว่ารู้สึกยังไงกับภาพเหล่านี้บ้าง

  1. หุ่นยนต์ในโรงงาน 🚗 Where automation meets automotive, there’s FANUC! 
  2. คนในการ์ตูนญี่ปุ่น Blue Box | Official Trailer | Netflix
  3. ตุ๊กตารูปคน Barbie New Dream Camper! | AD
  4. คนในหนัง 3 มิติ The Polar Express | 4K Trailer | Warner Bros. Entertainment 
  5. คนที่เจน AI ขึ้นมาจนเกือบเหมือนจริง An unexpected AI commercial🍅
  6. วิดีโอที่ถ่ายมนุษย์จริง ๆ ฮับใหม่ของ Gen Alpha ที่ต้องมาเช็กอินใจกลางสยาม l Ceemeagain

3 อันแรกอ่านไม่รู้สึกอะไร ตุ๊กตารูปคนก็รู้สึกน่ารักดี แต่เราน่ารู้สึกแปลก ๆ กับ 2 อันนี้

คนในหนัง 3 มิติ อันนี้รู้สึกนิด ๆ แต่ภาพเจน AI นี้รู้สึกขนลุกเลย ถ้าเราเอาวิดีโอทั้ง 6 ตัวมาพล็อตเป็นกราฟความเหมือนมนุษย์ก็เรียงตาม 1-6 ได้แบบนี้ แล้ววาดกราฟความรู้สึกดึงดูดใจลงไป จะได้เป็นภาพกราฟแบบนี้ค่ะ ตรงนี้แหละที่เรียกว่า Uncanny Valley หรือหุบเขาแห่งความสะพรึงกลัว มนุษย์เราถูกโปรแกรมไว้ในสมองให้รู้สึกทันทีเมื่อสิ่งนั้นดูคล้ายมนุษย์ แต่ไม่ใช่มนุษย์ ยิ่งทำคล้ายมากแต่ไม่ใช่ เรายิ่งรู้สึกแรง…ว่าเห้ยเชื่อได้ป่ะเนี่ย 

Uncanny Vally
Uncanny Vally

ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นเมื่อ FFA เจอความไม่สอดคล้องระหว่างองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ เช่น ความสมจริงของ Texture ผิวหนัง กับความผิดปกติของโครงสร้างหน้าหรือการเคลื่อนไหว FFA จึงส่งสัญญาณความผิดปกตินี้ไปยังสมองส่วน Amygdala ซึ่งควบคุมความกลัว และ Ventromedial Prefrontal Cortex ซึ่งประมวลผลการให้คุณค่า จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองเป็นความรู้สึกขยะแขยงหรือหวาดระแวงทันที

ซึ่งงานวิจัยจาก MIT บอกว่าสมองมนุษย์สามารถระบุและเข้าใจความหมายของภาพได้ภายในเวลาเพียง 13 มิลลิวินาที ความเร็วระดับนี้เร็วกว่าการกลอกตา หรือการคิดโดยรู้ตัวมาก และการศึกษาโดยใช้คลื่นไฟฟ้าสมองหรือ EEG พบว่าสมองมีปฏิกิริยาต่อภาพ Deepfake หรือหน้าคนสังเคราะห์แตกต่างจากหน้าคนจริงอย่างชัดเจน การตอบสนองเหล่านี้เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก แม้ว่าผู้เข้าร่วมทดลองจะไม่สามารถบอกได้ด้วยคำพูดว่า นี่ภาพไหนเป็นของปลอม แต่สมองของพวกเขา “รู้” คือเรามีเครื่องตรวจจับของปลอม…ฝังอยู่ในสัญชาตญาณเลยทีเดียว

ความเห็นเชิงศิลปะ งาน AI คือว่างเปล่า

สมองเรารับรู้ความผิดปกติด้วยสัญชาตญาณเลยรู้สึกไม่ดีกับงานจาก AI แล้วถ้ามองในแง่มุมศิลปะและความสุนทรีย์ล่ะ งานจาก AI ยังขาดอะไรไปทำให้ผู้คนไม่รู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมกับมัน

Byung-Chul Han นักปรัชญาชาวเกาหลี-เยอรมัน
(คนขวา) Byung-Chul Han นักปรัชญาชาวเกาหลี-เยอรมัน

Byung-Chul Han นักปรัชญาชาวเกาหลี-เยอรมัน เสนอว่าสังคมดิจิทัลในปัจจุบันหมกมุ่นอยู่กับความเรียบเนียนมากเกินไป เช่นพื้นผิวที่ไร้รอยต่อ ไร้แรงเสียดทาน ไร้ความเจ็บปวด หรือใบหน้าที่ผ่านฟิลเตอร์

ซึ่งงานศิลปะจาก AI คือตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของความงามแบบนี้ มันสะอาดหมดจด สมมาตร และดู Positive แบบมากเกิน แต่มันขาดสิ่งที่เรียกว่า Negativity พวกความเจ็บปวด ความเปราะบาง ความแตกสลาย และความตาย ที่ทำให้เราหยุดชะงักได้ งานศิลปะของมนุษย์มักจะมีร่องรอยของความจริงที่เจ็บปวดอยู่เสมอ

Han ยังเตือนถึง The Terror of the Same หรือความน่ากลัวเมื่อทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อ AI ถูกฝึกด้วยข้อมูลมหาศาลจากอินเทอร์เน็ต มันมีแนวโน้มที่จะผลิตผลงานที่เป็นค่าเฉลี่ยของทุกสิ่ง ผลก็คือความซ้ำซากจำเจ เจนหน้าคนออกมาก็คล้าย ๆ กัน เจน infographic ออกมามันก็มีกลิ่นอายเดียวกัน ไม่เหมือนงานของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ศิลปินแต่ละคน จากแต่ละชาติจะสร้างงานออกมาไม่เหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่มนุษย์เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและโหยหาความไม่สมบูรณ์ ที่มีความแตกต่างและมีตัวตน

งาน AI ที่เรียบเนียนเกินไป เหมือนกันเกินไปจึงถูกมองว่าเป็น AI Slop หรือของที่ทำอย่างลวก ๆ เพราะมันบริโภคได้ง่ายเกินไป โดยไม่กระตุกใจให้คิด ไม่สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ

กลับสู่ความไม่สมบูรณ์

คำว่า” AI Slop” มาแรงในช่วงท้ายปี 2025 สื่อถึงความเบื่อ AI ที่สัมผัสไปได้ทั่ว ในปี 2026 นี้ เราจึงมองว่าจะเป็นปีของมนุษย์ คลิปจากมนุษย์จริงจะมีมูลค่าสูงกว่าคลิป AI ความเรียลที่เกิดขึ้นจริงจะมีคุณค่า ปรัชญาความงามแบบ Wabi-Sabi หรือความงามในความไม่สมบูรณ์จะถูกนำมาใช้ในงานดิจิทัล เพื่อส่งสัญญาณว่านี่คือมนุษย์ นี่คือความหรูหราในยุคต่อไป การตลาดจะเริ่มสื่อสารถึงความเป็น “100% Human” หรือ “Verified Human Content” เพื่อสื่อถึงความพรีเมียมมากขึ้น คล้ายแนวคิด Organic ในอาหาร

อ้างอิง: filmicworlds, pmc.ncbi.nlm.nih.gov, futurism

บรรณาธิการ CEEi ดูแลเนื้อหาด้านเทคโนโลยี Gadget ทุกประเภท

Advertisement

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...