
Adobe บรรลุข้อตกลงยุติคดีกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยอมจ่ายค่าปรับ 75 ล้านเหรียญ (2,480 ล้านบาท) หลังถูกฟ้องในปี 2024 เนื่องจากปกปิดค่าธรรมเนียมการยกเลิกการสมัครใช้งานบริการ Adobe Creative Cloud
คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ Adobe โดนยื่นฟ้องในข้อหาแสดงข้อมูลค่าธรรมเนียมการยกเลิกไว้ด้วยตัวอักษรขนาดเล็กหรือซ่อนอยู่หลังลิงก์ ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากไม่รู้ว่าหากยกเลิกแผนรายปี จะต้องจ่ายค่าปรับสูงถึง 50% ของค่าบริการที่เหลือ ซึ่งอาจมีมูลค่าหลายร้อยเหรียญ นอกจากนี้ยังถูกวิจารณ์ว่ามีขั้นตอนการยกเลิกที่ซับซ้อนผ่านระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิด Restore Online Shoppers’ Confidence Act ซึ่งเป็นกฎหมายปี 2010 ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเรียกเก็บเงินออนไลน์ที่ไม่โปร่งใส

โมเดลการสมัครสมาชิกของ Adobe เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2013 โดยเปลี่ยนซอฟต์แวร์ยอดนิยมอย่าง Adobe Photoshop และ Adobe Illustrator จากการซื้อขาดมาเป็นการจ่ายรายเดือน ซึ่งในช่วงแรกถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า เพราะซอฟต์แวร์รุ่นก่อนหน้าอย่าง Adobe Creative Suite 6 มีราคาสูงตั้งแต่ประมาณ 700 เหรียญ และอาจเกิน 2,600 เหรียญสำหรับชุดโปรแกรมทั้งหมด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้จำนวนมากพบว่าการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนต่อเนื่องทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมสูงขึ้น และเมื่อพยายามยกเลิกก็ต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมที่ไม่คาดคิด
แม้จะยอมจ่ายค่าปรับเพื่อยุติคดี แต่ Adobe ยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่า
บริษัทไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาของรัฐบาล แต่ยินดีที่ได้ยุติข้อพิพาทนี้
นอกจากค่าปรับ 75 ล้านเหรียญแล้ว Adobe ยังระบุว่าจะมอบบริการฟรีมูลค่า75 ล้านเหรียญเท่ากันให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ และจะติดต่อผู้ใช้ที่มีสิทธิ์หลังจากกระบวนการทางศาลเสร็จสิ้น
ตอนนี้บริษัทได้ปรับปรุงขั้นตอนการขายและการแสดงข้อมูลค่าธรรมเนียมให้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่โมเดลการสมัครสมาชิกยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยรายได้ของ Adobe เติบโตต่อเนื่องหลังเปิดตัว Creative Cloud และบริษัททำกำไรสุทธิมากกว่า 7 พันล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา
ที่มา https://arstechnica.com/gadgets/2026/03/adobe-settles-doj-cancellation-fee-lawsuit-will-pay-75-million-penalty/





