
Denza แบรนด์รถยนต์หรูภายใต้เครือ BYD เปิดตัวรุ่นใหม่ของ Z9 GT ที่วิ่งได้ไกลถึง 1,036 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานทดสอบ CLTC ของจีน เพิ่มขึ้นราว 64% จากรุ่นปัจจุบันที่วิ่งได้ 630 กิโลเมตร
ตามข้อมูลการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า Denza Z9 GT EV รุ่นใหม่จะมาพร้อมแบตเตอรี่สองขนาด คือ 102,326 kWh และ 122,496 kWh ซึ่งให้ระยะทางการวิ่งตามมาตรฐาน CLTC อยู่ที่ 820-1,036 กิโลเมตรตามลำดับ มีรายงานว่า Z9 รุ่นซีดานอาจทำระยะได้สูงสุดถึง 1,068 กิโลเมตร

เมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐฯ รถอย่าง Tesla Model S ทำระยะสูงสุด 405 ไมล์ ( 651 กิโลเมตรตาม EPA), Chevrolet Silverado EV 478 ไมล์ (769 กิโลเมตร) และ Lucid Air Grand Touring 512 ไมล์ (824 กิโลเมตร) ซึ่งยังต่ำกว่าตัวเลขที่ Denza เคลมไว้ตามมาตรฐานจีน สะท้อนความก้าวหน้าของค่ายรถจีนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า
Denza Z9 GT รุ่นใหม่ ยังคงมีให้เลือกทั้งแบบไฟฟ้าล้วน (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยรุ่น PHEV ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 63.82 kWh ทำให้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน CLTC ได้มากกว่า 400 กิโลเมตร เกือบสองเท่าของรุ่นเดิมที่ทำได้ 201 กิโลเมตร
ภายในห้องโดยสารมาในสไตล์สปอร์ตหรู โดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสกลางขนาด 17.3 นิ้ว เสริมด้วยจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้วอีก 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ให้บรรยากาศล้ำสมัยแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ด้านมิติตัวถัง Z9 GT มีความยาว 5,195 มม. กว้าง 1,990 มม. สูง 1,480 มม. และระยะฐานล้อ 3,125 มม. ขนาดโดยรวมใกล้เคียงกับ Porsche Panamera ในกลุ่มสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม
ขุมพลังมีให้เลือกทั้งแบบมอเตอร์เดี่ยวและมอเตอร์สามตัว รุ่นมอเตอร์เดี่ยวติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังกำลัง 370 กิโลวัตต์ (496 แรงม้า) ส่วนรุ่นท็อปมอเตอร์สามตัวให้กำลังรวมสูงถึง 850 กิโลวัตต์ (1,140 แรงม้า) เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้าที่ทำได้ 710 กิโลวัตต์
นอกจากนี้ รถรุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมระบบช่วยขับขั้นสูง God’s Eye 5.0 จาก BYD รองรับฟังก์ชัน ADAS เช่น ระบบนำทางอัตโนมัติ (NOA) ทั้งในเมืองและทางหลวง รวมถึงระบบช่วยบังคับเลี้ยวฉุกเฉินอัตโนมัติ (AES) ยกระดับทั้งสมรรถนะและความปลอดภัยไปอีกขั้น

ด้านราคานั้นยังไม่ประกาศรุ่นใหม่ แต่ Z9 GT รุ่นปัจจุบันเริ่มต้นที่ราว 354,800 หยวน (ประมาณ 51,500 เหรียญ) ต่ำกว่ารถไฟฟ้าหรูสหรัฐฯ ที่มักเริ่มต้นราว 90,000 เหรียญขึ้นไป
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากการยกเลิกเงินอุดหนุนรถ EV ภายใต้นโยบายของ Donald Trump และความต้องการในประเทศที่ยังไม่สูงนัก ผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันเพียง 7% เท่านั้นที่ต้องการซื้อรถไฟฟ้าเป็นคันถัดไป โดยกังวลเรื่องระยะทาง เวลาในการชาร์จ และราคา
ยอดขายก็สะท้อนภาพเดียวกัน: เทสลารายงานว่ายอดส่งมอบปี 2025 ลดลง 9% เหลือ 1.63 ล้านคัน ขณะที่ BYD แซงขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยยอดส่งมอบ 2.26 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้า
แม้สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษี 100% ต่อรถไฟฟ้าจีน แต่การเคลื่อนไหวในแคนาดาที่เปิดทางนำเข้ารถ EV จากจีน อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตจีนขยายอิทธิพลในอเมริกาเหนือมากขึ้น





