
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้น้ำตาลหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะจากอาหารหรือว่าเครื่องดื่ม แต่ประเด็นที่น่าสนใจและหลายคนอาจจะยังไม่รู้คือ น้ำตาลชนิดไหนที่เป็นประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายมากกว่ากัน
น้ำตาลถือว่าเป็นสารอาหารพื้นฐานที่ให้พลังงานกับเซลล์ในการดำรงชีวิต ซึ่งคาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็นน้ำตาล 2 ประเภท ได้แก่ โมโนแซ็กคาไรด์ หรือ น้ำตาลเชิงเดี่ยว และไดแซ็กคาไรด์ หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่
โมโนแซ็กคาไรด์ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโตส และกาแลคโตส ส่วนไดแซ็กคาไรด์หลักได้แก่ ซูโครส (กลูโคสหนึ่งโมเลกุลและฟรุกโตสหนึ่งโมเลกุล) แลคโตส (กลูโคสหนึ่งโมเลกุลและกาแลคโตสหนึ่งโมเลกุล) และมอลโทส (กลูโคสสองโมเลกุล) โดยฟรุกโตส กลูโคส และซูโครสสามารถพบได้ตามธรรมชาติ เช่น ในผลไม้และผักบางชนิด ส่วนแลคโตสพบในผลิตภัณฑ์นม และมอลโทสพบในเมล็ดธัญพืชที่กำลังงอก นอกจากนี้ ฟรุกโตสและกลูโคสยังพบได้ในร้ำผึ้งและน้ำตาลทรายด้วย
ความแตกต่างของน้ำตาลปรุงแต่งและน้ำตาลธรรมชาติ มีผลมาก ๆ ในแง่ของสุขภาพ โดยน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ในผลไม้ ผัก และผลิตภัณฑ์นม ส่วนน้ำตาลปรุงแต่งเรามักจะพบในอาหารหลากหลายรูปแบบ อย่างเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล นับเป็นของกินที่มีการเติมน้ำตาลมากที่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร รองลงมาคือขนมหวานและธัญพืช เช่น ซีเรียล เป็นต้น
การบริโภคน้ำตาลปรุงแต่ง โดยเฉพาะจากเครื่องดื่ม มีส่วนที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
น้ำตาลตามจากธรรมชาติและน้ำตาลปรุงแต่งถูกเผาผลาญในร่างกายด้วยวิธีเดียวกัน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ การบริโภคน้ำตาลตามธรรมชาติจากอาหาร เช่น ผลไม้ ไม่ได้พบการสร้างปัญหาต่อสุขภาพ เนื่องจากปริมาณน้ำตาลจะไม่ได้สูงมากนัก นอกจากนี้น้ำตาลธรรมชาติมักมากับใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ด้วย ในทางตรงกันข้าม ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลปรุงแต่งนัก
ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่าน้ำตาลเติมเพิ่มบางชนิด เช่น ไฮฟรุกโตสคอร์นไซรัป (HFCS) ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่น้ำหวานอะกาเว (จากพืชอวบน้ำ) ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด
จริง ๆ แล้วน้ำตาลปรุงแต่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยกลูโคสและฟรุกโตสในสัดส่วนที่แตกต่างกันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ซูโครสหรือน้ำตาลทรายทั่วไป มีส่วนประกอบเป็นกลูโคส 50% และฟรุกโตส 50%, HFCS หรือไฮฟรุกโตสคอร์นไซรัปที่ผลิตจากแป้งข้าวโพดผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม มีส่วนประกอบเป็นกลูโคส 45% และฟรุกโตส 55% ส่วนน้ำหวานอะกาเวบางชนิดอาจมีฟรุกโตสมากถึง 90% และกลูโคสเพียง 10%
สรุปแล้ว เราควรจำกัดปริมาณน้ำตาลปรุงแต่งไม่ให้มากเกินไปเพราะน้ำตาลปรุงแต่งเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ ในอนาคตได้ การทานผักผลไม้ที่มีน้ำตาลโดยธรรมชาติ นอกจากจะได้น้ำตาลตามธรรมชาติแล้ว ก็ยังได้คุณประโยชน์อย่างอื่นมากกว่าการทานอาหารที่ใช้น้ำตาลปรุงแต่งด้วย
ที่มา Harvard





