
ไมโครซอฟท์ประกาศยกระดับความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับประเทศไทย ทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงปี 2569-2571 เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI พร้อมตั้งเป้าอัปสกิลแรงงานและบุคลากรทางการศึกษาไทยนับล้านคน ดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชีย
การประกาศลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลัง นายแบรด สมิธ รองประธานกรรมการบริหารและประธานบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือถึงโครงการ “ขับเคลื่อนการเติบโต ความมั่งคั่ง และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกด้วย AI”

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการผลักดันไทยให้เป็นพลังสำคัญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของเอเชีย การลงทุนของไมโครซอฟท์สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของไทย และเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ๆ ได้”
การลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ ของไมโครซอฟท์ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนศักยภาพประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่:
ไมโครซอฟท์เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์-AI ในไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก ทั้งด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยก่อนหน้านี้ได้จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง GULF, AIS, CP, True และ True IDC เพื่อต่อยอดการสร้างงานทักษะสูง และผลักดันการกระจายตัวของ AI (AI diffusion) ในภาคธุรกิจไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ไมโครซอฟท์ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแล AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พัฒนาระบบ TH2OECD ซึ่งเป็น AI วิเคราะห์กฎหมายที่ทำงานบน Azure OpenAI เพื่อเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับมาตรฐาน OECD ปูทางให้ไทยก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังร่วมกับ USTDA มอบเงินทุนและเครดิตคลาวด์รวมกว่า 39 ล้านบาท ให้กับทีมนักพัฒนาชาวไทยเพื่อสร้างโซลูชัน AI ให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ช่วยเสริมทักษะ AI ให้คนไทยไปแล้วกว่า 2 ล้านคน และเตรียมเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง:
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า “การนำความชาญฉลาดของ AI มาอยู่ในมือคนไทยทุกคน จะเปิดโอกาสให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป SME องค์กรขนาดใหญ่ หรือภาครัฐ เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในเวทีโลก”





