ทุกช่วงปลายปี สื่อต่าง ๆ ก็จะออกมาคาดการณ์เทรนด์เทคโนโลยีที่จะต้องจับตาในปีหน้า อย่าง Gartner จะรายงานเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีระดับองค์กร ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตหรือการทำงานให้ต่างไปจากเดิม องค์กรต่าง ๆ จะได้ปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มาควบคู่กัน
เพราสถิติที่ผ่านสอนเราแล้วว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกองค์กร ล้วนเริ่มต้นจากฝั่งผู้บริโภคก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน คลาวด์ หรือ UI แบบหน้าจอสัมผัส ก็เกิดจากผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ประสบการณ์แบบ ‘ง่ายกว่า เร็วกว่า ฉลาดกว่า’ แล้วองค์กรต้องปรับตามทีหลัง
ดังนั้น เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 ไม่ได้บอกแค่ว่าคนจะซื้อหรืออยากได้เทคโนโลยีอะไร แต่บอกว่า องค์กรในอีก 2–3 ปีจะต้องเผชิญอะไร ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย การทำงานร่วมกับ AI หรือรูปแบบชีวิตการทำงานใหม่ทั้งหมด พร้อมแล้วไปดูกันว่า 10 เทรนด์ที่กำลังมาแรงที่จัดอันดับโดย Forbes…อะไรจะเข้ามาเปลี่ยนเกมองค์กรกันบ้าง
อุปกรณ์บ้านอัจฉริยะที่เราใช้ทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ ‘ฉลาด’ เท่าไหร่ มันแค่เชื่อมต่อถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น หลอดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สั่งผ่านมือถือ แต่ปี 2026 จะเป็นยุคของ ‘บ้านที่คิดแทนเรา’ ด้วยการพัฒนา AI ที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ฝังเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ จะมีผู้ช่วย AI จะจัดการทั้งระบบเหมือนมีแม่บ้านเสมือนจริง ตั้งแต่อากาศในบ้าน ความปลอดภัย ความบันเทิง ไปจนถึงงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
สิ่งนี้สะท้อนว่า…องค์กรเองก็หนีไม่พ้นที่จะต้องนำ AI มาปรับใช้ ยิ่งตอนนี้หลายๆ ค่ายเริ่มโปรโมต Agentic AI ให้เห็นกันมากขึ้น
เราเริ่มเห็นสินค้าเทคโนโลยีที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานจิตวิทยาเข้ากับ สุนทรียะ ด้วยแนวคิดเทคโนโลยีต้อง ‘เข้าหาเรา’ ไม่ใช่ให้มนุษย์ต้องพยายามเข้าหามัน
ดีไซน์ที่กลมกลืนกับชีวิตมากขึ้น เช่น ทีวีที่เหมือนงานศิลปะ ลำโพงที่เหมือนประติมากรรมของแต่บ้านสวย ๆ จนไปถึง คอนโทรลแบบประสาทสัมผัส (neural interfaces) อย่าง ถุงมือแฮปติกและแว่น VR ของ Meta ที่ให้ผู้ใช้ ‘สัมผัส’ วัตถุเสมือนได้เหมือนจริง
องค์กรจะต้องปรับประสบการณ์ผู้ใช้ให้เป็นธรรมชาติที่สุดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบภายใน แอปฯ หรืออุปกรณ์การทำงาน
จากงาน CES ปี 2025 แสดงให้เห็นชัดเลยค่ะว่าหุ่นยนต์ภายในบ้านกำลังก้าวหน้าเร็วมาก ทั้งหุ่นยนต์ช่วยจัดบ้าน ลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงหุ่นยนต์เพื่อเป็นเพื่อน ตลอดทั้งปี 2026 เราจะเห็นบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ เปิดตัวรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถมากขึ้น โดยปี 2026 เราจะเริ่มเห็นการใช้งานจริงมากขึ้นกว่าเดิม
สิ่งนี้จะเป็นการ ‘ฝึก’ คนทำงานในองค์กร ให้คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับโรบอตตั้งแต่ในบ้าน องค์กรเองก็จะเร่งนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในอนาคตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น งานคลังสินค้า ระบบความปลอดภัย งานที่เสี่ยงภัย ซึ่งจะทำให้ Human–Robot Collaboration กลายเป็นเรื่องธรรมดาในที่ทำงาน
ทีวีปี 2026 จะใหญ่ขึ้น คมขึ้น แต่ราคาถูกลง โดยเฉพาะเทคโนโลยี Micro-LED ที่เคยแพงมาก ตอนนี้ต้นทุนเริ่มลดลงจนแบรนด์หลักอย่าง Samsung และ Sony เตรียมนำมาใส่ในรุ่นทั่วไป
ผลลัพธ์คือ…หน้าจอเกิน 100 นิ้ว จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในบ้านหลาย ๆ หลัง
และถามว่าเกี่ยวอะไรกับองค์กร ? องค์กรจะต้องพัฒนาประสบการณ์การนำเสนอข้อมูล การประชุม และพื้นที่ทำงานแบบใหม่ เพื่อรองรับ ‘จอใหญ่ระดับผนัง’ ที่อาจเข้ามาอยู่ในออฟฟิศเร็ว ๆ นี้
แม้รถขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบจะยังมาไม่ถึง แต่ปี 2026 รถยนต์จะเต็มไปด้วยความฉลาดมากขึ้น เช่น จอดรถเอง ระบบหลีกเลี่ยงการชน ตรวจจับความเหนื่อยล้า รวมถึง ผู้ช่วย AI ในรถ
เมื่อคนขับคุ้นเคยกับรถที่คิดแทนได้ องค์กรก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับพนักงานที่ ‘คาดหวัง’ ระบบอัตโนมัติในงานมากขึ้นเช่นกัน
ต้องบอกว่า Google Glass เป็นแว่นต่าอัจฉริยะที่มาก่อนกาล เปิดตัวเร็วเกินไปเพราะคนยังไม่เก็ตว่ามีประโยชน์อย่างไร แต่ปี 2026 นี้ถือเป็นยุค 2.0 ของแว่นตาอัจฉริยะ ด้วยความสามารถของ AI ทำให้ผู้ใช้เห็นประโยชน์แบบจับต้องได้ เช่น แปลภาษาแบบเรียลไทม์ ช่วยนำทางแบบ AR รวมถึงผู้ช่วย AI แบบแฮนด์ฟรี ถามข้อมูลสั่งงานด้วยเสียง ปี 2026 จะเป็นปีที่แว่นตาอัจฉริยะเข้าสู่กระแสหลัก และองค์กรจะต้องรับมือกับการทำงานยุคใหม่ที่คอนเทนท์ทั้งหมด ‘ปรากฏตรงหน้าเรา’ ผ่านเลนส์แว่นตา
เราจะเห็นอุปกรณ์ที่วิเคราะห์สุขภาพแบบเจาะลึกขึ้น เข้าไปอยู่ในบ้านแทบทุกหลัง เช่น กระจกอัจฉริยะที่วัดหัวใจ + สภาวะจิตใจ ที่นอนที่วิเคราะห์ท่านอนและการหายใจ ระบบเตือนกินยาอัตโนมัติ ทำให้บ้านจะกลายเป็น ‘คลินิกตรวจสุขภาพส่วนตัว’ และองค์กรจะต้องเตรียมระบบสนับสนุนสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานในแบบที่เข้มข้นกว่าสมัยก่อน
ยุคของการใช้งาน ‘หลายหน้าจอ’ ไม่ได้อยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไป เราเห็นแล็ปท็อปหลายจอจาก Lenovo, ASUS ออกมาแล้ว ไปจนถึงสมาร์ตโฟนจอพับแบบ 2–3 หน้าจอที่ Samsung กำลังร่วมกับ Huawei พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการทำงานที่ให้ Productivity สูง ๆ ตั้งแต่ที่บ้าน องค์กรต้องเตรียมเครื่องมือที่รองรับ workflow ใหม่ ๆ ที่ทำงานได้หลายจอพร้อมกันเป็นมาตรฐาน
กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สวนกระแสที่สุด โทรศัพท์ที่ทำได้แค่โทรและส่งข้อความกำลังได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z เพราะคนต้องการหนีการเลื่อนจอแบบไร้ประโยชน์ รวมถึงทำ Social Detox
นี่คือสัญญาณว่า… “คนต้องการ Digital Well-being มากกว่า Digital Overload” องค์กรจะต้องรับมือกับพนักงานที่ให้คุณค่ากับสมดุลชีวิต-งานมากขึ้นกว่าเดิม
เราคุ้นเคยการใช้งานจาก Wi-Fi และ Bluetooth ที่ครอบคลุมบ้านทั้งหลังแล้ว แต่สิ่งสุดท้ายที่ยังใช้สายคือ ‘ไฟฟ้า’ แต่นักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบถ่ายโอนพลังงานไร้สายผ่านอากาศด้วย Machine Learning สำเร็จแล้ว
ต้นแบบนี้ อาจพัฒนาสู่ยุคที่บ้านและออฟฟิศไม่ต้องมีสายไฟระโยงระยางอีกต่อไป และองค์กรจะต้องคิดใหม่ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยไฟฟ้า
ทั้งหมดนี้คือ 10 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2026 ที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนชีวิตเรา แต่กำลังจะเปลี่ยนองค์กรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะสุดท้าย เมื่อผู้คนคุ้นชินกับความฉลาด ความสะดวก ความเป็นธรรมชาติในบ้าน พวกเขาก็จะ คาดหวังแบบเดียวกันจากที่ทำงาน





