
ทรู คอร์ปอเรชั่น ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศว่า บริการอินเทอร์เน็ตของทรูจะยังคงใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเคเบิลใต้น้ำ โดยยืนยันว่าโครงข่ายได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง มีเส้นทางสำรองที่หลากหลาย และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับโลก พร้อมทีมงานเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทีมงานของทรูได้ติดตามสถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้ง Warroom เพื่อบริหารจัดการและดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง
“โครงข่ายอินเทอร์เน็ตของเราไม่ได้พึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มีการกระจายการเชื่อมต่อในหลายระดับและสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เมื่อผสานกับศักยภาพของพันธมิตรระดับโลก ลูกค้าทรูจึงสามารถมั่นใจได้ว่าจะใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างราบรื่นในทุกมิติ” นายคูรัม กล่าว
ความมั่นใจในการให้บริการของทรูมาจากรากฐานการออกแบบโครงข่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

เพื่อตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของโครงข่าย ทรูได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในเดือนกันยายน 2568 ที่ระบบเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในอ่าวเปอร์เซีย (เช่น SMW4, IMEWE, FALCON และ EIG) เกิดการขัดข้องเป็นวงกว้าง แต่ผู้ใช้งานของทรูยังคงสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตามปกติโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติยังระบุว่า ปัจจุบันปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของทรูที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการใช้งานทั้งหมด โอกาสที่ผู้ใช้งานในไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวจึงอยู่ในขอบเขตที่จำกัดมาก
ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อถือได้และไร้รอยต่อให้กับลูกค้าในทุกสถานการณ์





