เปิดตัว Nothing Phone (4a) และ (4a) Pro สมาร์ตโฟนรุ่นกลาง กล้องซูม Periscope ซูม 70 เท่า และชิปเซต Snapdragon 7s Gen 4

THE SUMMARY:

Nothing ประกาศเปิดตัว Nothing Phone (4a) อย่างเป็นทางการแล้ว มาพร้อมกล้อง 3 ตัวที่กล้องซูมสามารถซูมได้ลึกสุด 70 เท่า มาพร้อมสีชมพูครั้งแรกของค่าย พร้อมชิปเซต Snapdragon 7s Gen 4 และดีไซน์ไฟ ‘Glyph Bar’ รูปแบบใหม่ ส่วน Nothing Phone (4a) Pro ได้ไฟ Glyph Matrix, ชิป Snapdragon 7 Gen 4 และดีไซน์ตัวเครื่องที่ใช้ Metal Unibody ครั้งแรกของแบรนด์

ดีไซน์โปร่งใสและไฟ Glyph Bar แบบใหม่

การออกแบบของ Nothing Phone (4a) Pro นั้น ใช้โครงสร้างแบบ Metal Unibody ขึ้นรูปชิ้นเดียว มีความบาง 7.95 มิลลิเมตร พร้อมระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ขนาด 5,300 ตารางมิลลิเมตร และผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Silver (สีเงิน), Black (สีดำ) และ Metallic Pink (สีชมพู) ซึ่งระบบไฟแจ้งเตือนด้านหลัง ได้ใช้ไฟ Glyph Matrix จำนวน 137 ดวง (น้อยกว่า Phone (3) ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และสว่างขึ้น 100% เพื่อแสดงการแจ้งเตือนและนาฬิกา

ในขณะที่การออกแบบของ Phone (4a) ยังคงเน้นความโปร่งใส ที่เผยให้เห็นส่วนประกอบภายใน โดยปรับปรุงการใช้วัสดุโลหะภายในตัวเครื่องให้มีความทนทานมากขึ้น (แต่รอบนอกตัวเครื่องยังใช้พลาสติก) โดยหน้าจอของทั้ง 2 รุ่น ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 7i ที่ด้านหน้า และวัสดุกระจกที่ด้านหลังด้วย พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP64 ซึ่งได้รับการทดสอบว่าสามารถทนน้ำลึก 25 เซนติเมตร ได้เป็นเวลา 20 นาที โดย Nothing Phone (4a) มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ, สีน้ำเงิน และสีชมพู

ระบบไฟเตือนด้านหลังหรือ Glyph Interface ของรุ่น 4a ได้มีการปรับโฉมใหม่ ให้เป็นลักษณะแถบจุดสี่เหลี่ยมแบบแยกอิสระ ในชื่อ ‘Glyph Bar’ เพื่อใช้แสดงการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ตัวนับเวลา และสถานะระดับเสียง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มไฟ Recording light สีแดงบริเวณด้านข้างกล้อง ซึ่งจะส่องสว่างขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเริ่มต้นการบันทึกวิดีโออีกด้วย

กล้องถ่ายภาพที่ดีขึ้น และหน้าจอแสดงผล

Nothing Phone (4a) Pro มาพร้อมกล้องถ่ายภาพหลักความละเอียด 50MP เซนเซอร์ Sony LYT700C รองรับระบบกันสั่น OIS ทำงานร่วมกับเลนส์ Tetraprism (หรือ Periscope ทรง W) ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ความละเอียด 50MP ที่ซูมออปติคัลได้ 3.5 เท่า และซูมสูงสุด 140 เท่า ในขณะที่ Nothing Phone (4a) มาพร้อมระบบกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50MP เซนเซอร์ Samsung ISOCELL GN9 ขนาด 1/1.57 นิ้ว พร้อมระบบกันสั่น OIS รวมไปถึงกล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 50MP เซนเซอร์ Samsung JN5 แบบ Tetraprism รองรับการซูมออปติคัล 3.5 เท่า และซูมดิจิทัลแบบ Ultra zoom สูงสุด 70 เท่า นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่น ยังมีกล้องถ่ายภาพมุมกว้างมาก (Ultra-wide) 8MP มุมกว้าง 120 องศา และกล้องหน้าความละเอียด 32MP

ในด้านซอฟต์แวร์การถ่ายภาพ Nothing Phone (4a) ใช้เทคโนโลยี TrueLens Engine 4.0 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Ultra XDR เพื่อช่วยเก็บรายละเอียดภาพถ่ายในสภาพแสงที่แตกต่างกัน รวมทั้งยังมีโหมดพอร์ตเทรตที่นำ AI Semantic Segmentation มาใช้เพื่อแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาคือ Camera Presets ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งโทนสีภาพในสไตล์กล้องโปร หรือนำเข้าพรีเซ็ตสำเร็จรูปเพื่อใช้งานทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ผ่านการแสกน QR Code ได้เลยด้วย

หน้าจอ และสเปกภายในเครื่อง

Nothing Phone (4a) Pro มาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz ความสว่างสูงสุด 5,000 นิต ในขณะที่ Nothing Phone (4a) มีหน้าจอ Flexible AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1.5K (440 ppi) รองรับรีเฟรชเรตแบบไดนามิกที่ 30-120Hz โดยหน้าจอสามารถทำความสว่างสูงสุดได้ที่ 4,500 นิต และมีเทคโนโลยี PWM Dimming ที่ 2,160Hz เพื่อช่วยถนอมสายตาจากการกะพริบของหน้าจอ พร้อมกันนี้ยังรองรับอัตราการตอบสนองการสัมผัส (Touch sampling rate) สูงสุด 2,500Hz ในโหมดการเล่นเกมด้วย

สำหรับประสิทธิภาพการประมวลผล Nothing Phone (4a) Pro มาพร้อมชิปเซต Snapdragon 7 Gen 4 ที่รองรับแรมแบบ LPDDR5X ขนาด 8GB และ 12GB และหน่วยความจำ UFS 3.1 ขนาด 128GB และ 256GB ในขณะที่ Nothing Phone (4a) มาพร้อมชิปเซต Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 มาพร้อมหน่วยควมจำแบบ UFS 3.1 ขนาด 128GB และ 256GB พร้อมแรม LPDDR4X ขนาด 8GB และ 12GB โดยทั้งสองรุ่น มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,080 mAh รองรับระบบชาร์จไว 50W ซึ่ง Nothing เคลมว่ามีเทคโนโลยี Safe Cell มาช่วยรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 90% แม้จะผ่านรอบการชาร์จมาแล้ว 1,200 ครั้งด้วย

ระบบปฏิบัติการ Nothing OS 4.1 และฟีเจอร์ AI

Nothing Phone (4a) และ (4a) Pro มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Nothing OS 4.1 บนพื้นฐานของ Android 16 ที่มาพร้อมการทำงานร่วมกับฟีเจอร์กลุ่ม Essential AI ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านปุ่ม Essential Key ที่ย้ายมาไว้ด้านบนซ้ายของตัวเครื่อง เพื่อบันทึกหน้าจอหรือเสียง ส่งเข้าไปไว้ใน Essential Space ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบจะใช้ AI วิเคราะห์และสรุปข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ

อีกหนึ่งความสามารถที่จะได้รับการอัปเดตเพิ่มเติมคือ Essential Voice ซึ่งระบบจะแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ พร้อมช่วยปรับรูปประโยคและแก้ไขคำผิด รองรับการใช้งาน 12 ภาษา โดย Nothing ประกาศว่าจะสนับสนุนการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และรองรับการอัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัยนาน 6 ปีอีกด้วย

ราคาและการจำหน่าย

Nothing Phone (4a) วางจำหน่ายในประเทศอังกฤษที่ราคาดังนี้

  • 349 ปอนด์ (ประมาณ 14,700 บาท) ในความจุ 8GB+128GB
  • 379 ปอนด์ (ประมาณ 16,000 บาท) ในความจุ 8GB+256GB
  • 399 ปอนด์ (ประมาณ 16,900 บาท) ในความจุ 12GB+256GB ซึ่งสีฟ้า และสีชมพู วางจำหน่ายแค่ความจุนี้เท่านั้น

ในขณะที่ Nothing Phone (4a) Pro ประกาศราคาวางจำหน่ายในราคาดังนี้

  • 499 ปอนด์ (ประมาณ 21,000 บาท) ในความจุ 8GB+128GB
  • 549 ปอนด์ (ประมาณ 23,300 บาท) ในความจุ 8GB+256GB ซึ่งสีชมพู วางจำหน่ายแค่ความจุนี้เท่านั้น

ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีราคาวางจำหน่ายแต่อย่างใด ต้องรอประกาศราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจาก Nothing ประเทศไทยอีกครั้ง แต่ในหน้าเว็บไซต์ของ Nothing ประเทศไทย ได้มีหน้าเว็บของทั้ง Nothing Phone (4a) และ Phone (4a) Pro แล้วเรียบร้อย และในงานเดียวกัน Nothing ได้เปิดตัว Nothing Headphone (a) ด้วย

นักเขียนตัวเล็กๆ (?) ที่โตมากับไขควงและเมนบอร์ด เพราะโดนเกณฑ์เป็นลูกมือช่างซ่อมคอม (ที่เรียกว่าพ่อ) มาตั้งแต่เด็ก ๆ โตมาเลยมาเอาดีเรื่องเทคฯแทน ชอบตามข่าวเทคฯ ใหม่ ๆ ลอง Gadget แปลก ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน หูฟัง คอมพิวเตอร์ แล้วเอามาเล่าให้ฟังกัน

Advertisement

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...