
ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกยังคงน่าเป็นห่วงหลังยอดขายไตรมาสแรกของปี 2026 ลดลงไป 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุมาจากหน่วยความจำและหน่วยความจุที่ขาดตลาดต่อเนื่อง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้
Counterpoint Research รายงานว่า แม้บางประเทศจะยังพอสามารถประคองยอดขายได้ แต่โดยรวมก็ถือว่าต้องจับตามอง ผู้ผลิตหลายแบรนด์ต่างปรับกลยุทธิ์ทั้งด้านราคาและการผลิตใหม่ เช่น เลื่อนการเปิดตัวสมาร์ตโฟนบางรุ่น ลดจำนวนการซอยรุ่นลง บางแบรนด์เร่งสั่งสต็อกสินค้าร่วงหน้าเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคา ด้านผู้บริโภคเองก็ชะลอการซื้อเครื่องใหม่ รวมถึงการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง
นักวิเคราะห์จาก Counterpoint Research ระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากชิ้นส่วนอย่างแรมและหน่วยความจำเกิดขาดตลาดอย่างหนัก เนื่องจากผู้ผลิตให้ความสำคัญกับโครงการ AI มากกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนมีกำไรที่ลดลงเนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น แน่นอนว่าภาระจะต้องตกมาถึงผู้บริโภคแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจาเรื่องสมาร์ตโฟนเองแล้ว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจก็ทำให้ผู้บริโคภหลีกเลี่ยงการซื่อสมาร์ตโฟนใหม่โดยไม่มีความจำเป็นด้วย แต่สำหรับ Apple ที่เน้นตลาดพรีเมียมอยู่แล้ว สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ดีกว่า แตกต่างจากตลาดสมาร์ตโฟนราคาถูกที่ราคาเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้ได้รับผลกระทบได้ง่ายกว่ามาก
ไตรมาสล่าสุด Apple สามารถทำยอดขาย iPhone เพิ่มขึ้นได้ 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเป็นแบรนด์เดียวที่มียอดขายเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากการที่บริษัทเน้นเฉพาะตลาดพรีเมียม รวมถึงการจัดการซัปพลายเชนที่เป็นเลิศ ความต้องการ iPhone 17 ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะในตลาดเอเชียแปซิฟิก เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ด้าน Samsung มียอดขายและส่วนแบ่งที่ลดลง เนื่องจากความต้องการในตลาดแมสลดลง แต่ถึงอย่างนั้น กระแสของ Samsung Galaxy S26 ซีรีส์ก็ถือว่าแข็งแกร่งโดยเฉพาะ Galaxy S26 Ultra โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธิ์ใหม่ ไปเน้นตลาดระดับบนมากขึ้นแทน ส่วน Xiaomi ยังคงอยู่อันดับ 3 แต่ยอดขายลดลงสูงสุดใน Top 5 เนื่องจากบริษัทเน้นทำตลาดราคาถูกที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็ว ทำให้บริษัทต้องหันมาโฟกัสกับตลาดระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
นอกจากท็อป 5 ข้างต้นแล้ว Honor, Google และ Nothing ก็มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น โดย Honor และ Nothing มีการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 25% ส่วน Google โตขึ้น 14% โดย Honor เติบโตจากการขยายตลาดไปต่างประเทศ, Nothing โตจากความแตกต่าง ส่วน Google โตจากความสามารถด้าน AI ที่โดดเด่น
แนวโน้มในปี 2026 ยังคงน่าเป็นห่วงเนื่องจากภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนและปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหานี้อาจลากยาวไปถึงปลายปี 2027 ได้เลยทีเดียว
ที่มา Counterpoint Research





