Nothing เปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นรปะหยัดที่สุดจากแบรนด์ลูกของค่ายอย่าง ‘CMF by Nothing Phone 2 Pro’ กับสมาร์ตโฟนที่มาพร้อมชิปเซต Dimensity 7300 Pro, กล้องถ่ายภาพครบระยะ, แกะฝากหลังเปลี่ยน หรือเพิ่มอุปกรณ์เสริมได้เหมือนเดิม ในราคาเบา ๆ พร้อมหูฟังรุ่นใหม่อย่าง CMF Buds 2, 2a และ 2 Plus ด้วย
CMF by Nothing Phone 2 Pro เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นที่ประหยัดที่สุดของค่าย แต่ก็ยังมาพร้อมกับสเปกภายในที่ให้มาคุ้มมาก ๆ ในระดับราคาเดียวกัน ทั้งชิปเซต MediaTek Dimensity 7300 Pro, แรมขนาด 8GB LPDDR4X, หน่วยความจำขนาด 256GB แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh ที่ชาร์จไวด้วยความเร็ว 33W (PD) ด้วย
หน้าจอของ CMF Phone 2 Pro เป็นหน้าจอ Flexible AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 (FHD+) ที่รองรับ HDR10+, PWM Dimming 2160Hz ความสว่างสูงสุด 3,000 nits ที่มีขอบหน้าจอเท่ากันทั้งหมดด้วย (ไม่แยกกันเหมือนใน CMF Phone 1 แล้ว)
โดย CMF Phone 2 Pro มาพร้อมกล้องถ่ายภาพหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล, กล้องถ่ายภาพซูมความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (2x) และยังมีกล้องถ่ายภาพมุมกว้างมาก ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลอีกด้วย ถือเป็นการอัปเกรดจากใน CMF Phone 1 มากที่สุดเลยก็ว่าได้ พร้อมกับกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลโดยยังใส่ Presets มาให้ใช้เหมือนเดิม
อีกจุดเด่นของ CMF Phone ที่มีมาตั้งแต่รุ่นที่แล้วอย่างการที่ตัวเครื่องสามารถถอดฝาหลังออกเพื่อเปลี่ยนฝาหลัง หรือขันน็อตออกเพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับฝาหลัง หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ก็ยังทำได้เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือ ตอนนี้ CMF Phone 2 มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้าไปอีก เช่น Stand ที่ใช้ตั้งตัวเครื่องได้ และมีเลนส์เสริมสำหรับถ่ายมาโคร และถ่ายภาพแบบ Fish Eye ก็ได้ด้วยการติดเลนส์นี้เข้ากับกล้องได้เลย
นอกจากนั้น ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Nothing Phone (3a) Series อย่าง ‘Essential Space’ และ Essential Button ปุ่มพิเศษ ที่ใช้เก็บสิ่งที่อยู่ในหน้าจอเข้าพื้นที่พิเศษ และเพิ่มรายละเเอียดของสิ่งที่เราบันทึกไว้ได้ เช่นอีเวนต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือประเด็นพิเศษต่าง ๆ เช่นเก็บภาพของที่อยากจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิด ก็บันทึกเอาไว้ได้ แถมยังมี Essential Capture ที่สามารถเก็บภาพที่เราเล็งกล้องเอาไว้ได้เลย เมื่อเรากด Essential Button
นอกจากเรื่องของฟีเจอร์ของซอฟต์แวร์แล้ว Nothing ยังการันตีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของ CMF Phone 2 Pro แบบ 3+6 ปี คืออัปเดตซอฟต์แวร์ให้ 3 รุ่น (Android 16-18) และยังจะอัปเดตความปลอดภัยให้อีก 6 ปีด้วย
โดย CMF Phone 2 Pro เปิดตัวมาที่ 4 สี คือสีขาว เขียว ดำ และสีส้ม วางจำหน่ายในอินเดียที่ราคาเริ่มต้น 18,999 รูปี (ประมาณ 7,470 บาท) ในขณะที่ประเทศไทยนั้น จะวางขาย 2 ความจุ คือ
โดยจะพร้อมวางจําหน่ายในประเทศไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ของ Nothing, Lazada Nothing Flagship Store, Shopee Nothing Official Store, Powerbuy Online และหน้าร้าน JayMart, dotLife และเครือข่าย AIS ได้เลย
นอกจากนั้น Nothing ยังได้เปิดตัวหูฟัง True Wireless รุ่นใหม่หลายรุ่น โดยมี 2 รุ่นที่เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ได้แก่ CMF Buds 2 และ CMF Buds 2a ซึ่งแต่ละรุ่น มีคุณสมบัติและราคาที่แตกต่างกันไป เน้นสำหรับใครที่อยากได้หูฟัง TWS ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
สำหรับ CMF Buds 2 มีไดรเวอร์ขนาด 11 มม. แบบ PMI พร้อมเทคโนโลยีเสียง Dirac Opteo™ รองรับระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Hybrid ANC ที่ระดับ 48 เดซิเบล ในช่วงความถี่กว้าง 5200Hz และมีฟีเจอร์ Spatial Audio Effect เพิ่มมิติเสียง ตัวหูฟังใช้งานได้นานสูงสุด 13.5 ชั่วโมง (ปิด ANC) และรวมเคสได้นาน 55 ชั่วโมง, มีไมโครโฟน 6 ตัว พร้อมเทคโนโลยี Clear Voice 3.0 และ Wind Noise Reduction 3.0 ช่วยให้การสนทนาชัดเจน รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP55 วางจำหน่ายใน 3 สี คือ เทาเข้ม, เทาอ่อน และส้ม
ส่วน CMF Buds 2a มีไดรเวอร์ Bio-fibre ขนาด 12.4 มม. ที่ปรับแต่งเสียงโดย Dirac รองรับ ANC ที่ระดับ 42 เดซิเบล พร้อม Transparency Mode แต่ไม่มีฟีเจอร์ Spatial Audio Effect แบตเตอรี่หูฟังใช้งานได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมง (ปิด ANC) และรวมเคสได้ 35.5 ชั่วโมง มาพร้อมไมโครโฟน 4 ตัว และ Wind Noise Reduction 2.0 รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 โดยจะวางจำหน่ายใน 3 สี คือ เทาเข้ม, เทาอ่อน และส้ม เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีรุ่น CMF Buds 2 Plus ซึ่งเป็นหูฟังที่มีคุณสมบัติสูงขึ้นกว่ารุ่น 2 แต่ยังไม่เท่ารุ่น 2 Pro เช่น ไดรเวอร์ LCP ขนาด 12 มม. รองรับ Hi-Res Audio (LDAC) และ HearID มีระบบตัดเสียงรบกวน Hybrid ANC ที่ 50 เดซิเบล พร้อม Smart Adaptive Mode และมี Spatial Audio Effect แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง (ปิด ANC) และรวมเคสได้ 61.5 ชั่วโมง ใช้ไมโครโฟน 6 ตัวพร้อม Clear Voice Tech 3.0 และ WNR 3.0 รวมถึงกันน้ำกันฝุ่น IP55 โดยมีสีน้ำเงิน และสีเทาอ่อนที่เปิดตัวมา อย่างไรก็ตาม รุ่น CMF Buds 2 Plus จะยังไม่มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยในขณะนี้
หูฟังทั้งสามรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass Technology 2.0, Low Latency Mode (ลดความหน่วงเมื่อใช้กับ Nothing OS) และรองรับ Fast Charging โดยการชาร์จเพียง 10 นาที สามารถใช้งานต่อได้นานหลายชั่วโมง (แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นเมื่อรวมกับเคส) ด้วย
CMF Buds 2 จะวางจำหน่ายในราคา 1,899 บาท และ CMF Buds 2a วางจำหน่ายในราคา 1,499 บาท ส่วนรุ่น CMF Buds 2 Plus ไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
โดยจะพร้อมวางจําหน่ายในประเทศไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ของ Nothing, Lazada Nothing Flagship Store, Shopee Nothing Official Store, Powerbuy Online และหน้าร้าน JayMart, dotLife, เครือข่าย AIS, Powermall, Banana IT และ Munkong Gadget ได้เลย