
จากการวิเคราะห์อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนปีหน้า ราคาสมาร์ตโฟนระบบ Android จะปรับสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะราคาหน่วยความจำในตลาดโลกที่แพงขึ้นที่เป็นผลมาจากความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
แม้ผู้ผลิตจะพยายามตรึงราคาสมาร์ตโฟน Android ที่ทำตลาดในปี 2025 ไว้ในระดับเดิม แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจสิ้นสุดลงในปี 2026 เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะความต้องการชิ้นส่วนหน่วยความจำในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มผลักดันให้ราคาสมาร์ตโฟน Android ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยหลักมาจากความต้องการ RAM ชิป NAND และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Meta, Amazon, Nvidia และ OpenAI ต่างเร่งใช้ชิปหน่วยความจำในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคถูกลดความสำคัญลง
ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาดเซิร์ฟเวอร์องค์กร ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ เช่น Samsung, SK Hynix และ Micron จึงจัดสรรกำลังการผลิตไปยังลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก ทำให้ปริมาณการผลิตชิ้นส่วนสำหรับสมาร์ตโฟน พีซี แท็บเล็ต และทีวีลดลงโดยตรง และส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
รายงานจาก Chosun Biz ระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคา DRAM พุ่งขึ้น 70–80% และในบางกรณีสูงถึง 170% แม้ว่าหน่วยความจำจะคิดเป็นเพียงราว 10–15% ของต้นทุนสมาร์ตโฟนทั้งหมด แต่การปรับราคาขึ้นในระดับนี้ก็สร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตอย่างมาก
ตลอดปี 2025 แบรนด์ต่างๆ พยายามหลีกเลี่ยงการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ด้วยการลดอัตรากำไรและปรับโครงสร้างภายใน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเริ่มไม่เพียงพอแล้ว ในปีผู้ผลิตอาจเลือกควบคุมต้นทุนด้วยการลดสเปกบางส่วน เช่น หน้าจอ แบตเตอรี หรือความสามารถในการชาร์จ แต่กลยุทธ์เหล่านี้มีขีดจำกัด ทำให้การปรับขึ้นราคายังคงเป็นทางเลือกที่ยากจะหลีกเลี่ยง
ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้งานบนอุปกรณ์ เช่น Gemini Nano ของ Google ยิ่งเพิ่มความต้องการฮาร์ดแวร์ ทั้ง RAM และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับนโยบายสนับสนุนซอฟต์แวร์ระยะยาว ซึ่งบางแบรนด์ขยายเวลานานถึง 7 ปี ยิ่งผลักดันให้ผู้ผลิตต้องเลือกใช้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและความทนทานสูงขึ้น
นอกจากนี้ ราคาชิปประมวลผลก็เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดย Snapdragon 8 Elite Gen 5 สำหรับสมาร์ตโฟนเรือธงปีหน้า มีราคาสูงกว่ารุ่นปัจจุบันราว 20% หรืออาจแตะระดับ 190 เหรียฐต่อชิป 1 ตัว ส่งผลให้หลายแบรนด์มีแนวโน้มชดเชยต้นทุนด้วยการปรับราคาขายปลีก
สัญญาณของแนวโน้มนี้เริ่มปรากฏในตลาดอื่นแล้ว ผู้ผลิตพีซีบางรายกำลังพิจารณาปรับราคาขึ้น 15–20% ขณะที่แม้แต่ผลิตภัณฑ์ราคาประหยัดอย่าง Raspberry Pi ก็ยังต้องปรับราคาสูงขึ้นจากปัญหาขาดแคลน RAM และคาดว่าเครื่องเล่นเกมกับโทรทัศน์จะเดินตามทิศทางเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมอาจยังเปิดตัวในราคาใกล้เคียงเดิม แต่จะมีโปรโมชันและข้อเสนอแลกเครื่องเก่าลดลง ขณะที่สมาร์ตโฟนระดับกลางซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่า มีแนวโน้มได้รับผลกระทบก่อน ทั้งในรูปแบบของการปรับราคาที่สูงขึ้น หรือการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่ช้าลงในแต่ละปี
ที่มา ubergizmo





