Starlink Mobile V2 ดาวเทียมรุ่นใหม่จาก SpaceX เพิ่มความหนาแน่นข้อมูลถึง 100 เท่า “มุ่งสู่ยุค 5G จากอวกาศ”

THE SUMMARY:

SpaceX อัปเกรดเครือข่ายดาวเทียม Starlink เข้าสู่เจนที่ 2 ที่เรียกว่า ‘V2’ โดยทางบริษัทระบุว่าให้ความหนาแน่นของข้อมูล (data density) สูงกว่าดาวเทียมรุ่นแรกถึง 100 เท่า รองรับปริมาณข้อมูลได้มหาศาลกว่าที่เคย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการรีแบรนด์บริการ Direct to Cell มาเป็น ‘Starlink Mobile’ ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้สมาร์ตโฟนสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายดาวเทียมได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์รับสัญญาณเฉพาะอย่างจานดาวเทียมมาติดตั้งให้ยุ่งยากเหมือนในอดีต

ในปัจจุบัน Starlink Mobile เปิดให้บริการแล้วใน 32 ประเทศ บน 6 ทวีป โดยออกแบบมาสำหรับการใช้งานในที่พื้นที่ห่างไกลหรือใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เครือข่ายภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้

ดั้งเดิมบริการนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานแบบ light-data อย่างการส่งข้อความหรือการเชื่อมต่อพื้นฐานเท่านั้น แต่สำหรับ V2 ถูกออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนในจุดนี้ โดยระบุว่าดาวเทียม V2 แต่ละดวงจะมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลมากกว่ารุ่นแรกถึง 20 เท่า ซึ่งทำให้สามารถรองรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดถึง 150 Mbps เลยทีเดียว (หากใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม)

ซึ่งเป็นผลมาจากการอัปเกรดชิปซิลิคอนที่ออกแบบเฉพาะ, เสาอากาศ phased-array และระบบลำสัญญาณ spatial beams ที่ช่วยให้ดาวเทียมหนึ่งดวงสามารถรองรับการเชื่อมต่อพร้อมกันได้มากขึ้น ที่ทางบริษัทกล่าวว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การให้บริการ 5G จากอวกาศ

โดยระบบ V2 ถูกออกแบบให้สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ตโฟน LTE และ 5G โดยการปรับสัญญาณดาวเทียมให้ใช้ความถี่เซลลูลาร์มาตรฐานที่มีอยู่ในโทรศัพท์ทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะมีสมาร์ตโฟน LTE หลายร้อยรุ่นที่สามารถใช้งานระบบนี้ได้

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีโมเดลเครือข่ายแบบไฮบริด ที่เป็นแผนการจับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออย่าง T-Mobile จากสหรัฐฯ เพื่อให้การเชื่อมต่อสามารถสลับระหว่างเสาสัญญาณบนพื้นดินกับดาวเทียมได้โดยไม่มีจังหวะสะดุดอีกด้วย

หากการผสานครั้งนี้สำเร็จด้วยดี นั่นแปลว่าระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศที่เคยเป็นเพียงระบบสำรอง จะสามารถยกระดับขึ้นมาเป็นระบบเครือข่ายเสริมที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กันไปกับสัญญาณภาคพื้นดินที่เราใช้งานกันทั่วไป

นอกจากนี้ SpaceX ยังมีแผนปล่อยดาวเทียม V2 มากถึง 15,000 ดวง เพื่อสร้างเครือข่ายเจนใหม่เต็มรูปแบบ เสริมกับดาวเทียมรุ่นแรกที่มีอยู่แล้วหลายพันดวงในวงโคจรต่ำของโลก

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ ดาวเทียม V2 มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จรวด Falcon 9 จะบรรทุกได้ จึงจำเป็นต้องใช้จรวด Starship ในการปล่อยขึ้นสู่อวกาศเท่านั้น แต่ในขณะนี้ Starship ยังไม่สามารถปล่อยภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ SpaceX ต้องใช้ดาวเทียมรุ่นย่ออย่าง ‘V2 Mini’ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ส่งขึ้นไปสร้างเครือข่ายบางส่วนล่วงหน้าแทน

แม้จะยังมีคำถามเกี่ยวกับปัญหาขยะอวกาศ การจัดการการจราจรในวงโคจร รวมถึงข้อกำหนดด้านคลื่นความถี่ระหว่างเครือข่ายดาวเทียมกับเครือข่ายมือถือบนพื้นดินอยู่บ้าง แต่หากตัวเลขความหนาแน่นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า และประสิทธิภาพต่อดาวเทียมที่สูงขึ้นอีก 20 เท่า เป็นจริง ก็อาจถือเป็นหนึ่งในการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารยุคใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่เครือข่ายจากอวกาศอาจสามารถแข่งขันกับเครือข่ายภาคพื้นดินได้ ทั้งในด้านความเร็ว และความเสถียร

ที่มา: techspot


'ช่างภาพ' ที่เขียนคอนเทนต์ได้ หาเงินซื้อเปียกให้แมว 3 ตัว ที่บ้าน

Advertisement

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...