
Meta รายงานว่าบริษัทได้ปิดบัญขีไปกว่า 150,000 บัญชีพร้อมร่วมมือกับตำรวจไทยในการจับกุมผู้ต้องหากว่า 21 คน ในปฏิบัติการปราบปรามครั้งใหญ่ระดับนานาชาติที่มุ่งเป้าไปที่ศูนย์หลอกลวงของเครือข่ายอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปฏิบัติการดังกล่าวนำโดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ของตำรวจแห่งชาติไทย ร่วมกับ FBI และหน่วยปราบปรามการหลอกลวงเฉพาะกิจของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ โดยมีนักสืบของ Meta ได้ดำเนินการจากข้อมูลข่าวกรองที่เจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่แชร์ร่วมกันแบบเรียลไทม์
นอกจากควบคู่ไปกับการดำเนินการทางกฏหมายแล้ว Meta ยังประกาศเปิดตัวเครื่องมือป้องกันมิจฉาชีพใหม่หลายอย่าง ตั้งแต่การแจ้งเตือนบน Facebook สำหรับคำขอเป็นเพื่อนที่น่าสงสัย ไปจนถึงระบบเตือนบน WhatsApp ในการแจ้งเตือนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อาจมีการหลอกลวงด้วย
หนึ่งในเครื่องมือของ Meta มีเป้าหมายเพื่อตรวจจับผู้ใช้งานบน Facebook ที่มีแนวโน้มจะเป็นบัญชีปลอม เช่น บัญชีถูกใช้งานอยู่คนละประเทศกับประเทศที่ระบุไว้ในโปรไฟล์ ซึ่งเครื่องมือนี้จะแสดงรายละเอียดให้ผู้ใช้งานเห็น รวมถึงรายละเอียดที่ใช้เป็นข้อสังเกตได้ เช่น บัญชีไม่มีเพื่อนร่วมกัน, บัญชีถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้งานที่พบเจอสามารถบล็อกหรือรีพอร์ตบัญชีเหล่านั้นให้ Facebook ทราบได้
เครือขายมิจฉาชีพหลัก ๆ ถูกดำเนินการอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้มีการพัฒนาทำให้มีความซับซ้อนและจับตัวยากมากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลัก ๆ แล้วจะดำเนินการเป็นธุรกิจอาชญากรรมขนาดใหญ่เต็มรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ทำงานในเครือข่ายเหล่านี้จะมีแพตเทิร์นการหลอกลวงที่คล้าย ๆ กัน เช่น หลอกลวงการลงทุน หรือใช้วิธีการหลอกอ่อยเหยื่อ เป็นต้น
การปราบปรามครั้งนี้ยังมีหน่วยงานจากสหราชอาณาจักรคือ National Crime Agency รวมถึงหน่วยงานจากแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย โดย จีรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปราบปรามครั้งนี้ถือว่าเป็นการส่งสารที่ชัดเจนถึงอาชญากรว่าหน่วยงานรัฐจะยังคงไล่ล่ากลุ่มขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ดำเนินการข้ามพรมแดนต่อไป
ที่มา The Guardian





