
จากรายงานกรุงเทลอาวีฟระบุว่า อิสราเอลได้แฮ็กระบบกล้องมานานหลายปีแล้ว ทำให้อิสราเอลสามารถเข้าถึงภาพถนนในเมืองหลวงของอิหร่านได้อย่างต่อเนื่อง
Financial Times ระบุว่า การแฮ็กกล้องเป็นส่วนเล็ก ๆ ของระบบข่าวกรองที่มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก อิสราเอลได้พัฒนาระบบลับที่แหล่งข่าววงในเรียกว่า Target Production Machine ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้
ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบถูกรวบีวมมาจากหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลจากสายลับ การดักฟังการสื่อสาร รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือพิกัดตำแหน่งที่แม่นยำในรูปแบบ 14-digit grid ปริมาณข้อมูลมหาศาลต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล คัดแยก และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อดึงสิ่งที่อิสราเอลต้องการออกมา
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบความถูกต้องและให้คำแนะนำในการวางแผนเพื่อดำเนินการโจมตี อิสราเอลแสดงให้เห็นมาอย่างยาวนานถึงการแทรกซึมเข้าสู่วงในของอิหร่าน ทำให้สามารถลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน เป้าหมายหลักคือผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่าง อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเคยยอมรับว่ายังไม่มีโอกาสเข้าถึงตัวผู้นำสูงสุดเนื่องจากคาเมเนอีน่าจะหลบอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินและตัดการสื่อสารทั้งหมด แม้ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน แต่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) เชื่อว่าการเจรจาจะล้มเหลวแน่นอน
เนทันยาฮูพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ การหารือส่วนตัวระหว่าง 2 ผู้นำกินเวลาเกือบสามชั่วโมง และพวกเขาเผยแพร่เพียงภาพถ่ายเดียว การประชุมครั้งนั้นไม่ได้พูดถึงการเจรจานิวเคลียร์ที่กำลังดำเนินอยู่ แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากการเจรจาล้มเหลวมากกว่า
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี อิสราเอลเริ่มมั่นใจในผลลัพธ์ แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคาเมเนอีเสียชีวิตแล้วหรือยัง การยืนยันคือเช้าวันอาทิตย์เมื่อสถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านประกาศว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เสยีชีวิต ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง และสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข่าวกรองระยะยาวได้กลายเป็นอาวุธชี้ขาดในสงครามสมัยใหม่แล้ว
ที่มา CNN





