Ligar แก็ดเจ็ตใหม่ ช่วยถ่ายภาพฟิล์มและดิจิทัลในช็อตเดียว

THE SUMMARY:

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มมาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่อาจจะได้ภาพ เช่น ฟิล์มเสียหาย ล้างฟิล์มผิดพลาด หรือแม้แต่ลืมใส่ฟิล์ม นั่นจึงเป็นที่มาของ Ligar ช่วยให้ถ่ายฟิล์มและดิจิทัลได้พร้อมกันในช็อตเดียว

กล้องดิจิทัล Ligar เป็นอุปกรณ์ที่ช่วย “ชุบชีวิต” กล้องฟิล์มวินเทจให้กลับมาใช้งานมากขึ้นอีกครั้ง จุดเด่นคือ สามารถติดตั้งเข้ากับ กล้องฟิล์มที่มีช่องเสียบแฟลช (Hot Shoe) ทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพ ทั้งแบบฟิล์มและดิจิทัลพร้อมกันได้ ด้วยการทำหน้าที่เป็น อุปกรณ์สำรองดิจิทัล ที่ช่วยให้ยังมีภาพบันทึกช่วงเวลานั้นอยู่

Ligar มีน้ำหนักเพียง 40 กรัม พัฒนาโดย Escura แบรนด์กล้องจากฮ่องกงที่ขึ้นชื่อเรื่องการนำดีไซน์ย้อนยุคมาผสมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อนหน้านี้บริษัทเคยเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่าง InstantSnap กล้องดิจิทัลที่มีรูปร่างเหมือนภาพพิมพ์ฟิล์มทันที และ SnapRoll กล้องดิจิทัลที่ออกแบบให้ดูเหมือนม้วนฟิล์ม 35 มม.

อุปกรณ์นี้สามารถถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และบันทึกวิดีโอ 1440×1440 ที่ 30 เฟรมต่อวินาที โดยใช้ปุ่มชัตเตอร์ของกล้องฟิล์ม ทำให้ได้จังหวะการถ่ายภาพเดียวกับภาพฟิล์มจริง ขณะที่วิดีโอช่วยบันทึกบรรยากาศและเรื่องราวเบื้องหลังของช่วงเวลาที่ถ่ายภาพ เปรียบเสมือนการสร้าง “สารคดีสั้น” ของกระบวนการถ่ายภาพ

นอกจากใช้งานร่วมกับกล้องฟิล์มแล้ว Ligar ยังสามารถใช้เป็น กล้องดิจิทัลแบบสแตนด์อโลนได้ด้วย โดยมีช่องมองภาพ LED ความละเอียด 240×240 พิกเซล ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที และเลนส์มุมกว้าง 0.45x ขนาด 3.2 มม. (f/2.8) ที่โฟกัสได้ตั้งแต่ 0.3 เมตรจนถึงอินฟินิตี้

ตัวเลนส์ยังรองรับฟิลเตอร์ขนาด 17 มม. ส่วนไฟล์ภาพและวิดีโอจะบันทึกลง MicroSD การ์ด แบตเตอรีสามารถถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ราว 1 ชั่วโมง หรือถ่ายภาพได้ประมาณ 200 ภาพต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

เพื่อให้ได้บรรยากาศแบบวินเทจ Ligar ยังมาพร้อมฟิลเตอร์พิเศษที่เรียกว่า “Time Capsule Filters” ซึ่งจำลองโทนสีของแต่ละยุคสมัย ได้แก่

  • ภาพขาวดำคลาสสิกของยุค 1950–1960
  • โทนเรโทรอบอุ่นของยุค 1970
  • โทนสีทองสดใสของยุค 1980
  • โทนสีฟ้าเย็นของยุค 1990
  • สีสันจัดจ้านแบบ ยุค 2000
  • โทนสีเข้มอิ่มตัวของ ยุค 2010

สำหรับคนที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Kickstarter ผู้สนับสนุนช่วงแรกสามารถสั่งจอง Ligar ได้ในราคา 974 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 3,950 บาท) ขณะที่ราคาขายปลีกที่วางแผนไว้คือ 167 เหรียญสหรัฐ (5,300 บาท) หากระดมทุนสำเร็จ คาดว่าจะเริ่มจัดส่งสินค้าได้ในช่วง เดือนกรกฎาคมนี้

ที่มา newatlas

นักเขียนสาย Introvert ที่ชื่นชอบเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างกับ มังงะ, เสียงเพลงและ idol

Advertisement

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...