
ในวาระครบ 50 ปี วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับ Chris Espinosa พนักงานที่อยู่กับ Apple มายาวนานที่สุด นับตั้งแต่ยุคก่อตั้งในปี 1976

ย้อนกลับไปในปี 1976 Chris Espinosa (คริส เอสปิโนซา) เด็กหนุ่มวัย 14 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจไปทำงานทุกบ่ายวันพุธ แม้ยังไม่มีใบขับขี่และต้องเรียนหนังสือไปด้วย งานหลักของเขาคือสาธิตการใช้งานคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ของบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้งโดย Steve Jobs และ Steve Wozniak ซึ่งในเวลานั้นยังประกอบเครื่องกันในบ้าน
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้บริษัทจะเปลี่ยนแปลงไปมหาศาล แต่เอสปิโนซายังคงอยู่ เขากลายเป็นพนักงานลำดับต้นๆ ของ Apple และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำงานกับองค์กรเดียวมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากโดยเฉพาะในซิลิคอนแวลลีย์ที่ผู้คนมักเปลี่ยนงานเมื่อเวลาผ่านไป

เอสปิโนซาเริ่มต้นในยุคที่ทุกอย่างยังเป็น “ของใหม่” ตั้งแต่การเขียนซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการรุกตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เขาเคยช่วยพัฒนาโปรแกรมให้กับ Apple II และเขียนคู่มือผู้ใช้ยาวกว่า 200 หน้า ขณะเดียวกันก็เรียนไปด้วย ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยตามคำชวนของสตีฟ จ็อบส์ เพื่อกลับมาทำงานเต็มตัว

ตลอดเส้นทางครึ่งศตวรรษ Apple ผ่านทั้งช่วงรุ่งเรือง วิกฤต และการฟื้นตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหลังการกลับมาของสตีฟ จ็อบส์ในปี 1997 ที่นำไปสู่การกำเนิดผลิตภัณฑ์สำคัญอย่าง iPod และ iPhone ซึ่งเปลี่ยนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปตลอดกาล
จากบริษัทเล็กๆ วันนี้ Apple เติบโตเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มีอุปกรณ์ใช้งานอยู่หลายพันล้านเครื่อง และสร้างกำไรระดับแสนล้านเหรียญต่อปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทก็ต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ทั้งแรงกดดันด้านกฎระเบียบ การแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
สำหรับเอสปิโนซา สิ่งที่ทำให้เขาอยู่กับ Apple มาได้ตลอด ไม่ใช่แค่โอกาสทางการเงินหรือความสำเร็จของบริษัท แต่คือ “จิตวิญญาณ” ของการสร้างสิ่งใหม่ เขาเคยบอกตัวเองในวันที่บริษัทเผชิญวิกฤตว่า “ผมอยู่ตั้งแต่วันที่เราเปิดไฟ งั้นผมก็จะอยู่จนกว่าจะปิดไฟ”
วันนี้เขายังคงทำงานอยู่กับทีมระบบปฏิบัติการของ Apple TV และยังมองว่าแก่นแท้ของ Apple คือการสร้างเทคโนโลยีเพื่อผู้ใช้ ไม่ใช่เพื่อไล่ตามกระแสหรือฟองสบู่ในอุตสาหกรรม
เรื่องราวของเขาจึงไม่ใช่แค่ประวัติของพนักงานคนหนึ่ง แต่คือภาพสะท้อนของยุคเริ่มต้นเทคโนโลยี ที่เต็มไปด้วยความกล้า ความไม่แน่นอน และความเชื่อว่าของใหม่…สามารถถูกสร้างขึ้นได้จริง
ที่มา nytimes





