
Meta เปิดตัว Muse Spark โมเดล AI รุ่นใหม่เพื่อยกระดับ Meta AI ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้นบนทุกบริการของแพลตฟอร์ม

โมเดลใหม่นี้มีชื่อว่า Muse Spark (ชื่อโค้ดเดิม คือ Avocado) ถือเป็นรุ่นแรกในซีรีส์ Muse ที่พัฒนาโดยหน่วย Meta Superintelligence Labs (MSL) ที่ก่อตั้งเมื่อ 9 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การดูแลของ Alexandr Wang ที่ดึงตัวมาจาก Scale AI ด้วยดีลลงทุนกว่า 14.3 พันล้านเหรียญ
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความพยายามของ Mark Zuckerberg ในการกู้คืนโมเมนตัม หลังโมเดลโอเพนซอร์สก่อนหน้านี้ไม่สามารถดึงดูดนักพัฒนาได้มากพอ ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อเร่งสร้างจุดยืนในตลาด AI ที่ถูกครองโดย OpenAI, Anthropic และ Google
Meta ระบุว่า Muse Spark ออกแบบให้เป็นโมเดล “ขนาดเล็กแต่ทำงานรวดเร็ว” พร้อมความสามารถในการให้เหตุผลกับโจทย์ซับซ้อนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสุขภาพ โดยเป็นรากฐานสำหรับโมเดลรุ่นถัดไปที่กำลังพัฒนาอยู่
แม้จะไม่ได้วางตำแหน่งเป็นโมเดลระดับท็อป แต่บริษัทเน้นจุดขายด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้พลังประมวลผลน้อยลงอย่างมาก แต่ยังให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงโมเดลขนาดกลางในตระกูล Llama
โมเดลใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนผู้ช่วย Meta AI บนแพลตฟอร์มหลักของบริษัท ทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger รวมถึงอุปกรณ์อย่างแว่น Ray-Ban Meta AI

ในด้านโมเดลธุรกิจของ Muse Spark จะเป็นระบบปิดแบบ proprietaryในช่วงแรก แต่มีแผนเปิดซอร์สในอนาคต พร้อมทดลองสร้างรายได้ผ่าน API ซึ่งขณะนี้เปิดให้ใช้งานเฉพาะพันธมิตรที่ได้รับคัดเลือก และเตรียมขยายเป็นบริการแบบเสียเงิน
ทาง Meta ยืนยันเตรียนเดินหน้าพัฒนา Muse Spark อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ AI ให้มีทั้งความทรงพลัง ยืดหยุ่นในการขยายระบบ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้นบนแพลตฟอร์มในเครือ รวมถึงสำรวจแนวทางในการเปิดให้พาร์ทเนอร์และนักพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีผ่าน API รวมถึงโอกาสในการเปิดโอเพนซอร์สในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการผลักดันนวัตกรรม และขยายการเข้าถึง AI ขั้นสูงให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบบันตลาด AI ทั่วโลกยังมีศักยภาพสูง คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 40% ต่อปี จากราว 22,000 ล้านเหรียญในปี 2025 สู่เกือบ 325,000 ล้านเหรียญในปี 2033 ด้าน Meta เดินหน้าอัดงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างหนัก โดยตั้งงบปี 2026 ไว้ที่ 115,000–135,000 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า
แต่ในภาพรวม Meta ยังตามหลังคู่แข่งในตลาด AI อย่างเห็นได้ชัด โดย OpenAI และ Anthropic มีมูลค่ารวมกันทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญ ทางด้านฝั่ง Gemini ของ Google ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดผู้บริโภค
การที่ Meta ทุ่มงบลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI บ่งชี้ว่านี่คือ “แกนหลัก” ของธุรกิจในระยะยาว โดยมี Muse Spark อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานสู่การแข่งขันรอบใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันแค่ความฉลาดของโมเดล แต่รวมถึงความสามารถในการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน
นี่คือการปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่เน้นโมเดลโอเพนซอร์ส ไปสู่การสร้างโมเดลที่ควบคุมประสบการณ์ได้มากขึ้นและพร้อมต่อยอดและสร้างรายได้เชิงธุรกิจชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการวางตำแหน่งเป็นโมเดล “เล็กแต่เร็ว” ที่เน้นประสิทธิภาพในการใช้งานจริง
ในเชิงการแข่งขัน นี่คือความพยายามไล่ตามผู้นำตลาดอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google ซึ่งต่างเร่งพัฒนาโมเดลที่ทั้งฉลาดและฝังตัวใน ecosystem ของตัวเองอย่างลึกซึ้งเช่นกัน โดยจุดแข็งของ Meta คือฐานผู้ใช้มหาศาลบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram และ WhatsApp ที่สามารถผลักดัน AI เข้าถึงผู้ใช้จริงได้รวดเร็วกว่า
แต่สุดท้ายความสำเร็จนั้นขึ้นกับ “คุณภาพและความแตกต่าง” ของโมเดล AI ถ้า Muse Spark ไม่สามารถสร้างความแตกต่างหรือสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าได้ก็อาจจะไม่รอด เพราะตลาด AI ทุกวันนี้แข่งขันสูงและพัฒนาเร็วมาก
ที่มา cnbc / จดหมายประชาสัมพันธ์





