
Google เปิดตัว Gemma 4 โมเดล AI แบบเปิดรุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น รองรับงานประมวลผลขั้นสูงและเวิร์กโฟลว์แบบเอเจนต์โดยเฉพาะ
ความสำเร็จของ Gemma 4 เป็นผลจากการเติบโตของชุมชนผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากรุ่นแรกเปิดตัว มียอดดาวน์โหลดรวมกว่า 400 ล้านครั้ง และต่อยอดเป็นระบบนิเวศ “Gemmaverse” ที่มีโมเดลย่อยมากกว่า 100,000 รูปแบบ ทาง Google ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านี้มาพัฒนา Gemma 4 ให้ล้ำยิ่งขึ้น พร้อมเปิดให้ใช้งานได้ภายใต้ไลเซนส์ Apache 2.0

Gemma 4 สร้างขึ้นบนรากฐานเดียวกับ Gemini 3 ทำให้เป็นหนึ่งในตระกูลโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถรันได้บนฮาร์ดแวร์หลากหลายระดับ ตั้งแต่อุปกรณ์ทั่วไปไปจนถึงระบบประสิทธิภาพสูง ซึ่งออกแบบให้ทำงานร่วมกับโมเดล Gemini เพื่อให้ผู้พัฒนาเลือกใช้งานทั้งแบบเปิดและแบบปิดได้อย่างยืดหยุ่น
ในด้านความสามารถ Gemma 4 เปิดตัวทั้งหมด 4 ขนาด ได้แก่ E2B, E4B, 26B แบบ Mixture of Experts และ 31B แบบ Dense ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่งานบนอุปกรณ์พกพาไปจนถึงงานระดับองค์กร โดยเฉพาะรุ่น 31B ที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านการประมวลผลข้อความ และรุ่น 26B ที่เน้นความเร็วด้วยการใช้พารามิเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถให้ประสิทธิภาพสูงแม้ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าโมเดลขนาดใหญ่หลายเท่า

โมเดลในตระกูลนี้ไม่ได้จำกัดแค่การแชต แต่รองรับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การให้เหตุผลหลายขั้นตอน การสร้างเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ การเขียนโค้ดแบบออฟไลน์ รวมถึงการประมวลผลภาพ วิดีโอ และเสียงแบบมัลติโมดอล อีกทั้งยังรองรับบริบทขนาดยาวสูงสุดถึง 256K และใช้งานได้มากกว่า 140 ภาษา
สำหรับการใช้งานจริง Google ได้ออกแบบ Gemma 4 ให้เหมาะกับฮาร์ดแวร์หลากหลายรูปแบบ รุ่น 26B และ 31B เหมาะกับงานประสิทธิภาพสูงบนคอมพิวเตอร์หรือเวิร์กสเตชัน ขณะที่รุ่น E2B และ E4B ถูกพัฒนามาเพื่ออุปกรณ์ Edge เช่น สมาร์ตโฟนและ IoT โดยเน้นความหน่วงต่ำ ประหยัดพลังงาน และสามารถทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ Gemma 4 ยังเปิดให้ใช้งานภายใต้ไลเซนส์ Apache 2.0 ซึ่งเอื้อต่อการนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างอิสระ ช่วยให้นักพัฒนาสามารถควบคุมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้งานโมเดลได้อย่างเต็มที่ ทั้งในระบบภายในองค์กรและบนคลาวด์
ที่มา blog.google





