ศึกพลังงาน เมื่อบริษัท AI แหสร้างโรงงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติป้อนให้กับดาตาเซนเตอร์ กับผลกระทบในอนาคต…

THE SUMMARY:

AI กลายเป็นกระแสหลักของโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งมีดาตาเซนเตอร์แห่งใหม่ ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ใช้ทั้งทรัพยากรมหาศาล ทั้งไฟฟ้า รวมไปถึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนชิป ส่งผลให้อุปกรณ์ที่ใช้ชิปหน่วยความจำปรับราคาขึ้นทั่วหน้า เห็นได้ชัดจากราคา RAM ของฝั่ง PC

ล่าสุด กระแสนี้ทำให้เกิดการเร่งแย่งชิงพลังงานสำหรับดาตาเซนเตอร์ ที่เหล่าบริษัท AI แห่สร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ เกิดเป็นการกักตุนก๊าซธรรมชาติ และอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า

เห็นได้ชัดจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Microsoft ได้ประกาศกำลังจับมือกับ Chevron และ Engine No. 1 เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในเวสต์เท็กซัส ที่อาจขยายกำลังผลิตได้ถึง 5 กิกะวัตต์ ซึ่งในสัปดาห์เดียวกันนี่เองที่ Google ออกมายืนยันว่ากำลังจับมือกับ Crusoe เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 933 เมกะวัตต์ในนอร์ทเท็กซัส เช่นกัน

รวมไปถึง Meta ที่ก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ ก็ได้ประกาศเตรียมเพิ่มโรงไฟฟ้า อีก 7 แห่งในดาตาเซนเตอร์ Hyperion รัฐลุยเซียนา ทำให้เมื่อรวมกำลังผลิตของไซต์นี้จะอยู่ที่ 7.46 กิกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอที่จะจ่ายไฟให้ทั้งรัฐเซาท์ดาโคตาได้เลยทีเดียว

จะสังเกตได้ว่า การลงทุนล่าสุดเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทั้งสิ้น โดยทาง U.S. Geological Survey เคยประเมินไว้ว่า แหล่งก๊าซในบางพื้นที่สามารถผลิตพลังงานให้ทั้งประเทศสหรัฐฯ ได้ถึง 10 เดือน เลยทีเดียว ทำให้ดาตาเซนเตอร์แทบทุกเจ้าต่างต้องการส่วนแบ่งจากทรัพยากรนี้

ซึ่งการที่ความต้องการก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นเฉียบพลันขนาดนี้กำลังทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนกังหัน (turbines) ที่ใช้สำหรับโรงไฟฟ้า โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึง 195% ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเทียบกับปี 2019

อุปกรณ์สำคัญเหล่านี้คิดเป็น 20-30% ของต้นทุนโรงไฟฟ้า ที่บริษัทต่าง ๆ จะไม่สามารถสั่งซื้อใหม่เพิ่มได้จนถึงปี 2028 อีกทั้งยังใช้เวลาถึง 6 ปีในการรับมอบกังหัน สะท้อนให้เห็นว่าเหล่าบริษัท AI ที่พยายามตั้งโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเพิ่ม กำลังเดิมพันว่ากระแส AI จะยังไม่จบลงง่าย ๆ และพลังงานจากก๊าซธรรมชาติเองก็ยังจำเป็นต่อความสำเร็จในยุค AI

ถึงแม้ว่าทางภูมิศาสตร์แล้วสหรัฐฯ จะมีก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก แต่ด้วยต้นทุนการขนส่งที่สูงทำให้ภายในประเทศยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนในตะวันออกกลาง และอย่าลืมว่าทรัพยากรชนิดนี้ก็ไม่ได้มีไม่จำกัด เห็นได้จากการเติบโตของไลน์การผลิตจาก 3 ภูมิภาคหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงสามในสี่ของก๊าซจากชั้นหินดินดาน (shale gas) ทั้งหมดของสหรัฐฯ ก็เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว

ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงจากราคาก๊าซที่ผันผวนได้มากแค่ไหน เพราะไม่มีใครเปิดเผยรายละเอียดสัญญา แม้ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลงกันไปก่อนแล้ว แต่หากก๊าซธรรมชาติยังเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าประมาณ 40% ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ตามหลักแล้วราคาไฟฟ้าจึงเชื่อมโยงกับราคาก๊าซโดยตรง

แน่นอนว่าการสร้างโรงไฟฟ้าจาก๊าซธรรมชาติของตัวเองเพื่อป้อนให้กับดาตาเซนเตอร์โดยตรงแบบบริษัท AI จะช่วยลดแรงกดดันได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วด้วยทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด หากก๊าซธรรมชาติขาดแคลนราคาพลังงานก็จะพุ่งสูงขึ้นกระทบต่อทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

หรือก็คือการสร้างโรงไฟฟ้าธรรมชาติของตัวเองก็คือการเปลี่ยนจากพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าเดิม ไปใช้โครงข่ายก๊าซธรรมชาติเท่านั้น คำถามคือแล้วการลงทุนครั้งนี้สมเหตุสมผลต่อทรัพยากรที่มีจำกัดชนิดนี้หรือไม่ ก็คงเป็นสิ่งที่ต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป…

ที่มา: Techcrunch

'ช่างภาพ' ที่เขียนคอนเทนต์ได้ หาเงินซื้อเปียกให้แมว 3 ตัว ที่บ้าน

Sidebar Search
Popular Now
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...