แค่เริ่มปี Microsoft ก็มีประเด็นเสียแล้ว หลังบริษัทปล่อยอัปเดต Windows 11 แล้วทำให้เกิดปัญหาหรือบั๊กหลายอย่าง แต่การปล่อยอัปเดตแก้กลับทำให้เกิดปัญหาใหม่มาแทน
แค่เริ่มปี Microsoft ก็มีประเด็นเสียแล้ว หลังบริษัทปล่อยอัปเดต Windows 11 แล้วทำให้เกิดปัญหาหรือบั๊กหลายอย่าง แต่การปล่อยอัปเดตแก้กลับทำให้เกิดปัญหาใหม่มาแทน
ดูเหมือนว่าเสียงของผู้ใช้งานจะไปถึง Microsoft แล้ว ล่าสุดสื่อต่างประเทศรายงานว่า Microsoft ยอมรับว่า Windows 11 มีปัญหาเยอะ ต้องเร่งแก้ไขเพื่อกู้คืนศรัทธาของผู้ใช้งาน
ใครที่ไม่อยากใช้งานฟีเจอร์ AI บน Windows 11 ตอนนี้มีนักพัฒนาปล่อย PowerShell Script ช่วยถอดฟีเจอร์ AI ออกจาก Windows 11 ได้แล้ว ตลอดปีที่ผ่านมา Windows 11 เดินหน้าเพิ่มฟีเจอร์ AI อย่างเข้มข้น และดูเหมือนแนวโน้มนี้จะยังไม่ลดลงง่ายๆ ตั้งแต่ Copilot บนแถบงาน ไปจนถึง Recall ที่บันทึกภาพหน้าจอ ระบบ AI ของ
หลายคนพยายามหาทางถอดฟีเจอร์ AI ออกจากคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ นั่นทำให้ RemoveWindowsAI สคริปต์โอเพนซอร์สได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้ Windows 11 ที่ต้องการลบฟีเจอร์ AI ออกจาก Windows กระแสของ RemoveWindowsAI พุ่งขึ้นหลังจากมีโพสต์ไวรัลบน X ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบด้านประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากร และข้อเท็จจริงที่ว่า Windows ไม่มีตัวเลือกปิด AI แบบครบถ้วนผ่านตั้งค่าปกติ โดยมีความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะเกี่ยวกับ Recall และ AI Agents ที่เป็นประเด็นสำคัญ
เชื่อว่ามีผู้ใช้ Windows 11 จำนวนมาก พบปัญหา ‘File Explorer’ ซึ่งเป็นฟีเจอร์หลักของระบบทำงานได้ช้า และแย่กว่ารุ่นก่อนอย่าง Windows 10 อย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่เครื่องมือตัวนี้ควรเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ตอบสนองรวดเร็ว และลื่นไหล… ล่าสุด Microsoft ได้ออกมาแก้ปัญหานี้ผ่านอัปเดต Windows 11 Preview Build 26220.7271 (KB5070307) ที่แม้จะช่วยเพิ่มความเร็วขึ้นได้จริง แต่ก็เหมือนเป็นการเลี่ยงปัญหามากกว่าการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะตัว OS จะมีการโหลด
ตัวเลือก “Update and shut down” ใน Windows ถูกออกแบบมาให้ทำงานตรงตามชื่อ คือ ติดตั้งอัปเดตที่ค้างอยู่แล้วปิดเครื่องทันที ฟีเจอร์นี้ในทางทฤษฎีควรมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในช่วงเลิกงานหรือหลังเล่นเกมตอนกลางคืน เพื่อให้เช้าวันถัดมาระบบพร้อมใช้งานด้วยเวอร์ชันล่าสุด แต่ในความเป็นจริง กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ใช้กลับมีปัญหากับฟีเจอร์ดังกล่าวที่ไม่สามารถทำงานได้ตามที่ระบุ
เหล่าผู้ใช้ Windows 11 น่าจะคุ้นเคยกันดีกับเครื่องมือระบบอย่าง ‘Task Manager’ ที่ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบการกินทรัพยากรของโปรแกรมต่าง ๆ โปรแกรมไหนค้างก็กดบังคับปิดได้ง่าย ๆ ล่าสุดมีคนเจอ bug ที่ทำให้เจ้าเครื่องมือตัวนี้แทนที่จะใช้แล้วทำให้เครื่องลื่นขึ้น แต่กลับหน่วงกว่าเดิม… หลายคนพบปัญหานี้ในอัปเดต ‘KB5067036‘ ทำให้ตัว Task Manager ทันทีที่กดปุ่ม ‘X’ เพื่อปิดเครื่องมือ จะพบว่าตัวโปรแกรมไม่สามารถปิดได้ และรันอยู่เบื้องหลังในชื่อ taskmgr.exe แทน แต่ความแปลกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ถ้าหากใครพยายามกดปิดโปรแกรมซ้ำ ๆ ตัวมันจะทำให้เกิดการกินทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น
แม้ในอดีตเราจะสามารถข้ามหหน้าล็อกอินบัญชี Microsoft (MSA) หลังจากติดตั้ง Windows ได้ และใช้วิธีการสร้าง Local Account แทน แต่ดูเหมือนวิธีเหล่านี้กำลังจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว… โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกเพิ่มเข้ามาในอัปเดต Windows 11 Insider Preview Build 26220.6772 (KB5065797) ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับนักพัฒนา Dev Channel และมีแนวโน้มว่าจะถูกนำไปใช้ในเวอร์ชันปกติในอนาคต เรากำลังลบกลไกที่เคยใช้สร้าง Local Account ออกจากขั้นตอน Windows Setup (OOBE)
หลายคนอาจพบว่า Windows 10 และ 11 อาจมีประสิทธิภาพที่ลดลงหลังจากการอัปเดตซอฟต์แวร์ช่วงหลัง ซึ่ง Microsoft ได้ออกมายืนยันแล้วว่ามี 2 ฟีเจอร์บน Windows ที่ทำให้ระบบทำงานช้าลงจริง
แม้ระบบปฏิบัติการ Windows จะมีบั๊กให้เราเห็นอยู่เนือง ๆ รวมถึงจอฟ้าสุดคลาสสิกที่หลายคนไม่อยากพบเจอ ล่าสุดมีรายงานพบบั๊กสุดแปลกใน Windows 11 ที่แสดงตัวเลือก ‘Eject GPU’ ขึ้นมา ทั้งในฝั่งคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป PC และแล็ปท็อป ซึ่งหากเผลอกดอาจทำให้หน้าจอดับโดยไม่ตั้งใจ รบกวนจังหวะการใช้งาน ตามปกติแล้วตัวเลือกดังกล่าวถูกออกแบบมาใช้สำหรับอุปกรณ์ USB เช่น flash drive, exHDD หรือ exSSD เพื่อให้สามารถถอดอุปกรณ์ได้อย่างปลอดภัย แต่ด้วยสาเหตุใดก็ไม่ทราบ ที่ทำให้ระบบทำงานผิดพลาดจนเกิดเป็นบั๊กที่สามารถ Eject GPU





