พุดคุยกับ TangBadVoice ผู้กำกับภาพ และศิลปินแห่งยุค Gen Z กับผลงานซีรีส์วัยรุ่นที่กลายเป็นกระแสฮิตไปทั้งสยาม GELBOY ภาพ แสง สี โดดเด่น จนแทบไม่เชื่อว่าทั้งหมดของซีรีส์ถ่ายทำด้วย iPhone เพียงแค่ 1 เครื่อง โดยทางทีมงานได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองที่ปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถทำหนังได้ ความยากง่ายจากผู้กำกับที่ใช้กล้องขนาดใหญ่ถ่ายทำมาทั้งชีวิตสู่โทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว และDream Beyond ของเขาคืออะไร ?
TangBadVoice : ตกใจก่อนครับ แล้วก็ล่กก่อน เรื่องราวมันคือทุกคนก็คุยกัน ตอนแรกก็ใช้กล้องปกติที่ไว้ถ่ายทำหนัง แล้วมันก็มีเหตุการณ์ไปบล็อกช็อต ซึ่งโลเคชันมันเป็นสยาม แล้วพอไปบล็อกปุ๊บ แค่เอากล้อง DSLR ไป คนมองเต็มเลย แล้วก็ถ่ายอยู่ก็มีคนเดินมาเข้ากล้องตลอดเวลา ซึ่งเราไม่สามารถปิดสยามได้ ก็เลยต้องหาวิธีใหม่ ๆ แล้วดันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นที่สื่อสารกันด้วยโทรศัพท์ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ ซีนมันเหมาะจะเป็นโทรศัพท์มาก แต่ตอนแรกก็มีคนค้านนะบอกว่า “บ้าเหรอ ใครจะถ่ายซีรีส์ด้วยโทรศัพท์” จนกระทั่งก่อนถ่ายจริงหนึ่งอาทิตย์ พี่บอส-กูโน (นฤเบศ กูโน) เดินมาบอกว่า “ตั้ง มันทำได้ พี่อยากให้มันเป็นโทรศัพท์ อยากให้เป็นเรื่องเดียวของประเทศไทยที่ถ่ายซีรีส์ด้วยโทรศัพท์”
ผมก็แบบก็ตอบตกลงทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยศึกษามาก่อน ตอนนั้นผมเครียดมากเพราะไม่เคยทำ แล้วก็คิดไปเยอะแยะเลยว่า มันจะต่อมอนิเตอร์ให้ผู้กำกับดูยังไง ? จะอัดเสียงยังไง ? เลยต้องรีบทำการบ้านเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่ผมกับทีมกล้องไม่ออกจากห้องเลย เรามี iPhone คนละเครื่องไว้ทดสอบระบบต่าง ๆ คนหนึ่งก็ไปทดสอบว่า มันร้อนเท่าไหร่ถึงจะดับ ถึงขั้นเอาไปอบเพื่อทดสอบอุณหภูมิสูงสุดที่เครื่องรับได้ ผมมีสถิติหมดเลย Apple มาเอาข้อมูลต่อได้เลย
TangBadVoice : ตอนนั้น iPhone 16 ยังไม่ออกเสียดายมาก ๆ เลยใช้ iPhone 15 กับ 15 Pro Max ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเราใช้หมดเลย เพราะเลนส์มันมีให้เลือก 3 แบบ คือ เลนส์ไวด์ เลนส์กลาง และเลนส์เทเล ส่วนความต่างของเลนส์เทเลระหว่าง 15 กับ 15 Pro Max ก็ต่างกันอยู่บ้าง แต่หลัก ๆ ผมใช้หมดเลย ในกองก็จะมีหนึ่งกล่องที่ใส่ iPhone 10 กว่าเครื่อง เอามาเปลี่ยนสลับวนไปเหมือนเปลี่ยนแบตเตอรี่เลย
TangBadVoice : เซอร์ไพรส์มากครับ ตอนแรกเราคิดว่ามันก็แค่โทรศัพท์ แต่พอถ่ายจริง ๆ มันคือกล้องจริง ๆ เลย เพราะ Apple ทำให้ถ่ายแบบไฟล์ Log ได้ ตอนไป Color Grading มันดึงสีได้สุดขั้วมาก ๆ พี่บอสผู้กำกับก็บอกว่าอยากได้สีที่โดดเด่น ปัง ๆ ให้เรื่องนี้เป็นตำนาน สุดท้ายมันทำได้จริงแต่งสีออกมาได้หลากหลายมาก เพราะพลังของ Apple อีกอย่างคือการถ่ายเร็วมาก ผมถือกล้องตามนักแสดง ถ้าเป็นกล้องใหญ่ก็ต้องใช้เวลาประกอบอีกนาน น้ำหนักรวม ๆ 30 กิโลกรัม แต่ iPhone เครื่องเดียวแค่ถือเดิน ไม่มีใครสนใจเลย เพราะทุกคนคิดว่าเราถ่าย TikTok กัน แล้วด้วยความที่เรื่องนี้ตัวละครใช้โทรศัพท์คุยกันเยอะ ปกติถ่ายด้วยกล้องใหญ่ต้องถ่ายจอออกมา แต่ครั้งนี้ใช้วิธีอัดจอจริง ๆ นักแสดงก็เล่นจริง คุยจริง ประหยัดงบโปรดักชันไปหลายแสนเลย
TangBadVoice : เราใช้แอปฯชื่อ Blackmagic Camera เป็นแอปฯฟรี แต่ดีมาก เพราะทำให้เราคุมกล้องได้อิสระขึ้นปรับแยกส่วนได้เช่น ปรับ ISO, Log, Shutter Speed ได้ เป็นแอปฯที่คนทำหนังด้วย iPhone นิยมใช้อย่างเรื่อง 28 Years Later ก็ใช้ผมแอบไปหาข้อมูลมา ส่วนการถ่ายทำผมแบ่งเป็น 2 โหมด
‘โหมด Luxury’ คือจะต่ออุปกรณ์เยอะมาก เพราะการถ่ายหนังเรามีหลายทีม แต่ละทีมก็อยากได้อะไรเพิ่มเช่น ผู้กำกับอยากได้มอนิเตอร์ ทีมเสียงอยากได้ไมค์ข้างนอก หรืออยากอัดเสียงหลายแทร็ก ทุกครั้งที่มีการเพิ่มอะไร มันก็จะต่อเข้ากับ iPhone แล้วเครื่องก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอไปถ่ายสยามเราก็ต้องถอดอุปกรณ์ออกเหลือแค่ iPhone อย่างเดียว เพราะถ้าใช้โหมด Luxury คนจะมุงกันหมด เลยต้องใช้โหมดเล็ก ๆ แค่ถือถ่าย ถ้าเป็นในบ้านหรือกองที่เราคุมได้เช่น ปิดขบวนรถไฟฟ้าทุกคนในกองก็ไม่มองกล้องอยู่แล้วแบบนั้นถึงจะใช้โหมด Luxury ได้
TangBadVoice : มันช่วยทีมงานด้วยเพราะ ผมเคยมีปัญหาสุขภาพเรื่องกระดูกสันหลังจากการแบกกล้องหนัก ๆ อย่างกล้องบางตัวหนักถึง 46 กิโลกรัม เวลาถ่ายกดดันมาก ต้องรีบถือกล้องนาน ๆ แล้วหลังพัง แต่พอเป็น iPhone ทุกอย่างเบาขึ้นมาก ช่วยยืดอายุการทำงานของตากล้องไปได้อีกเยอะมาก
TangBadVoice : คิวแรก ๆ เหมือนยังหาวิธีกันอยู่ จนค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผมได้มุมแปลก ๆ เยอะเลย โดยเฉพาะจากการใช้ เทปกาว ปกติเทปกาวเป็นของคู่กองถ่ายอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ได้ใช้แบบสุดโต่งเช่น เอา iPhone ไปติดกับพัดลมแล้วเปิดพัดลมให้หมุน ก็ได้มุมหมุนแปลก ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน หรืออย่างซีนหนึ่งที่ตัวละครเอาขนมมาเสิร์ฟบนถาด ผมก็เอา iPhone ไปวางบนถาดแล้วหนีบด้วยคลิปหนีบกระดาษ กลายเป็น POV ( Point of View) พอเขาหยิบถาดขึ้นมาก็เป็นช็อตเลื่อนใหม่ ๆ ซึ่งทั้งหมดคิดสดหน้างานจากความเป็นมือถือ หลาย ๆ มุมผมได้ไอเดียมาจาก TikTok ด้วยนะ เพราะ GELBOY มันก็เป็นวัฒนธรรมวัยรุ่นอยู่แล้ว มุมภาพใน TikTok หลายครั้งเราคิดไม่ถึง แต่พอไปเจอก็เอามาเป็นตัวอย่างได้ ส่วนใหญ่เรื่องนี้ผมใช้ TikTok เป็นแรงบันดาลใจเลย เรื่องอื่นอาจจะดูหนังหรืออ่านหนังสือภาพ แต่เรื่องนี้ผมใช้ TikTok ล้วน ๆ เพราะมันเป็นภาษาภาพของยุคสมัยนี้
TangBadVoice : ตอนนี้งานโฆษณาที่ติดต่อผมมามีแต่ที่อยากให้ถ่ายด้วย iPhone อย่างล่าสุดที่ถ่ายของวง BUS ก็ต้องใช้ iPhone หมดเลย เขาประทับใจที่ผมถ่ายซีรีส์ GELBOY ด้วย iPhone แล้วตอนนี้ในวงการทุกคนก็อยากได้แบบนั้น จริง ๆ ที่เกาหลีก็มีทีมหนึ่งมาทำตาม ถึงขั้นทักหลังบ้านมาขอเซ็ตอัปอุปกรณ์ทั้งหมดด้วย แต่ผมก็บอกไม่ได้ครับ ถือเป็นความลับของทีมเราตอนนี้เทคโนโลยีมันพร้อมมาก ใคร ๆ ก็ทำหนังได้ระดับหนึ่งแล้ว เพราะอุปกรณ์รอบตัวเข้าถึงง่ายขึ้นมาก
TangBadVoice : เทคโนโลยีทำให้เราโฟกัสที่ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ต้องเครียดเรื่องอุปกรณ์เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนกว่าจะทำหนังสักเรื่อง บทต้องเป๊ะมาก ต้องผ่านการตรวจสอบไม่มีที่ให้พลาดเลย ทุกตำแหน่งต้องเก่ง ต้องเป๊ะ แต่ผมเชื่อเรื่องการลองผิดลองถูก เพราะมันพาเราไปเจอสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ผมชอบเทคโนโลยี ชอบทุกอย่างที่ทำให้งานง่ายขึ้น ยิ่งเครื่องมือเก่งขึ้น เรายิ่งไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเซ็ตอัปเยอะ ๆ แล้วก็ได้โฟกัสกับการคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ผมว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่ดี
TangBadVoice : มันแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ คือ ถ่ายหนัง กับทำเพลง
ถ่ายหนัง ผมอยากเป็นมาก ๆ เหมือนมีความรู้สึกว่า ต้องได้สิ่งนี้อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายหนัง ก็เลยคิดตลอดเวลาว่าจะทำยังไงให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ การถ่ายหนังมันเป็นทั้งวิทยาศาสตร์ครึ่งหนึ่ง และความรู้สึกอีกครึ่งหนึ่ง คือการเข้าใจแสง เข้าใจการทำงานของกล้อง ซึ่งทั้งหมดมันเป็นตัวเลขหมด แต่ผมไม่ชอบวิทยาศาสตร์ ผมชอบอะไรที่เป็นความรู้สึก ก็เลยมีช่วงที่ต้องสู้กับตัวเอง เพราะถ้าอยากเป็น DP (Director of Photography) แบบมืออาชีพจริง ๆ ต้องข้ามไปให้ได้ ตอนนั้นผมก็เลยอุทิศหลายเดือนนั่งท่องตัวเลข จำว่าไฟตัวนี้ใช้กี่โวลต์ กี่เฮิร์ตซ์ สูตรการคำนวณต่าง ๆ จนเข้าใจจริง แล้วพอโอกาสมาก็ได้ทำงานโฆษณาได้ลองงานจริงมีคนติดต่อมา แล้วเขาก็เห็นว่าเราทำได้ก็เลยได้เป็น DP อย่างที่ฝันไว้
แต่การทำเพลง มันตรงข้ามเลย ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเลยแค่ทำเพราะสนุกเผลอ ๆ ตอนแรกก็เล่น ๆ กับเพื่อนกับแฟน บอกว่า “เดี๋ยวจะเป็นแรปเปอร์นะ” แล้วก็ลองอัดเพลงเล่น ๆ ลง Facebook กับ YouTube ปรากฏว่าคนฟังจริงก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นโดยไม่ตั้งใจ ผมไม่เซ็นสัญญากับค่ายเพลงไหนเลย เพื่อจะได้ไม่มีความกดดันตรงนั้น ผมยังอยากให้เพลงยังคงเผ็นงานอดิเรกของผมอยู่ดี
TangBadVoice : ผมว่ามันคือการได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ครับ คือสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริง สำหรับผม Dream Beyond ล่าสุดก็คือการทำเพลง กุญแจรถ กับวง “PorMorLor” ตอนแรกผมไม่คิดเลยว่าจะทำได้ เพราะสมาชิกวงนี้ไม่มีใครมีประสบการณ์ทำเพลงมาก่อนเลย คนหนึ่งเป็นผู้จัดการผม อีกคนเป็นนักวาดรูป อีกคนเป็นเพื่อนบ้านเฉย ๆ ไม่เคยร้องเพลง ไม่เคยออกกล้อง แต่เรามาช่วยกันแต่งเพลงนี้ แล้วผมก็บอกว่า “เอ้า! งั้นพวกแกมาร้องเองเลยละกัน” แต่ผมเชื่อว่ามันจะแมสแล้วก็กลายเป็นจริงด้วย เพลงดังขึ้นมาเฉย ๆ นี่แหละครับ สำหรับผมมันคือ Dream Beyond เพราะไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้เลย ตอนนี้ผมแต่งไว้ 7 เพลงแล้ว คึกมากเลย กะจะทำเป็นอัลบั้มเต็มของวงนี้ไปเลย
TangBadVoice : ศิลปินผมอยากทำเพลงกับ RM (Kim Nam Joon) ผมชอบมาก ๆ ทั้งรสนิยมการทำเพลงและหัวข้อที่เขาหยิบมาเล่า โดยเฉพาะอัลบั้มที่พูดถึงชีวิตและความเจ็บปวด ผมรักอัลบั้มนั้นมาก ถึงจะเป็นอัลบั้มที่ไม่ค่อยมีคนฟังก็ตาม ถ้าเป็นผู้กำกับ ผมอยากร่วมงานกับ พี่น้องโค-เอน ครับ ถือว่าเป็นที่สุดของผมเลย
TangBadVoice : ดีใจมาก ๆ เลยครับ ถ้าให้เลือกผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้อยู่แล้วเพราะมันตรงกับชีวิตผม คือการเดินไปมั่ว ๆ ดิ้นรนไปเรื่อย ๆ จนถึงความฝัน ถึงจะไม่รู้ว่าจะไปถึงยังไง แต่ก็ทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ได้ ฝันของผมคือการได้ทำในสิ่งที่อยากทำอย่างอิสระครับ ทั้งการถ่ายหนังที่อยากถ่าย และการทำเพลงที่อยากทำ
TangBadVoice : ผมคือผลลัพธ์ของความ มั่ว หลักการชีวิตผมคือการลองมั่ว ๆ ทดลองไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัยหรือที่ไหน ๆ เรียกผมไปพูด ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าหรือฉลาดกว่าคนอื่น แต่เพราะผมพลาดมาเยอะกว่า เลยมีประสบการณ์มาเล่าได้ ทดลองเยอะ ๆ พลาดเยอะ ๆ เดี๋ยวมันก็จะเจอสิ่งที่ใช่เอง เพลงของผมหลายเพลงก็มาจากความพลาด อย่างสไตล์ที่กลายเป็น Signature ของผม คือการ “คุยกับตัวเอง” ก็มาจากการพลาด วันแรกที่อัดเพลง ผมอัดด้วยเสียงหนึ่ง แต่วันต่อมาป่วย เสียงเปลี่ยนไป พออัดต่อเลยกลายเป็นเหมือนสองคนคุยกัน แล้วผมก็ตั้งไมค์ผิดอีก เสียงเลยติด Distortion นิด ๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผมใช้ต่อมาเรื่อย ๆ ทั้งหมดมันมาจากความพลาดนี่แหละ