นาทีนี้ คงหาคนที่ไม่รู้จักลุงหนวดหมวกแดงอย่าง ‘Mario’ ได้ยาก Mario หรือมาริโอ้ เป็นตัวละครที่เรียกว่าไอคอนิกที่สุดของค่ายเกมญี่ปุ่นที่อยู่มานานอย่าง ‘Nintendo’ แถมเพิ่งจะประกาศครบรอบ 40 ปีมาริโอ้ไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมานี้เอง
แน่นอนว่า หลายคนที่เป็นทั้งสายเกมเมอร์ และสายดูหนัง มักจะได้ยินเรื่องของ ‘คำสาปหนังจากเกม’ ที่เมื่อเกมที่ตัวเองรัก ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะไม่สนุก หรือทำได้ไม่ดีทันที
แต่ในช่วงทศวรรษปัจจุบันนี้ มีภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเกม (โดยเฉพาะเกมจากค่ายแดนปลาดิบ เช่น Sega และ Nintendo) อย่าง Sonic the Hedgehog (2020) ที่ทำมาได้จนถึงภาค 4 (เตรียมออกฉายปี 2027) แล้ว หรืออย่าง Pokémon Detective Pikachu (2019) ที่แม้จะไม่ถึงขั้นหนังขึ้นหิ้ง แต่ก็เป็นการดัดแปลงจากเกมที่แฟน ๆ ต่างยอมรับกัน
การกลับมาอีกครั้งของ Mario ใน The Super Mario Bros. Movie (2023) ที่ Nintendo ประกาศความร่วมมือในการทำแอนิเมชันร่วมกับ Illumination ค่ายแอนิเมชันในเครือ Universal Pictures ที่เคยฝากผลงานไว้ทั้งซีรี่ส์ Despicable Me (2010) (หรือ ‘มินเนี่ยน’ ที่รู้จักกัน) และ The Secret Life of Pets (2016) จนขึ้นชื่อในด้านการทำแอนิเมชันเพื่อเด็ก ๆ สร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งแฟนคลับวัยเด็ก และวัยเด็กหนวดไม่น้อยเลยทีเดียว
นั่นจึงนำมาสู่ ‘ภาคต่อ’ ของ ‘แอนิเมชัน Mario’ ในชื่อ The Super Mario Galaxy Movie (2026) ที่ชื่อไทยอ่านตรงตัวว่า ‘เดอะซูเปอร์มาริโอกาแล็กซีมูฟวี่’ เป็นแอนิเมชันแนวคอมเมดี้ / ผจญภัย ที่เล่าเรื่องของทั้ง ‘Mario’ (Chris Pratt) และ ‘Luigi’ (Charlie Day) ภายหลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน The Super Mario Bros. Movie ที่ทั้ง 2 ได้เข้ามาอยู่ในดินแดน ‘Mushroom Kingdom’ โดยได้เพิ่มตัวละครคีย์หลักอย่าง ‘Rosalina’ (Brie Larson) ที่อยู่ในดาวอันไกลโพ้น ถูกจับตัวไป และทั้ง Mario, Luigi, Princess Peach (Anya Taylor-Joy), Toad (Keegan-Michael Key) และคู่หูใหม่ อย่าง Yoshi (Donald Glover) ต้องไปช่วยเหลือจากวายร้าย Kuppa ที่ขยับเกียร์ตัวหลักมาเป็น ‘Bowser Jr.’ (Benny Safdie) แต่ยังคงคู่กับพ่อของเขา อย่าง ‘Bowser’ (Jack Black) อยู่ เกิดเป็นเรื่องราวการเดินทางข้ามดวงดาวเพื่อช่วยเหลือ Rosalina ให้จงได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซตติ้ง หรือฉากหลังหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘Super Mario Galaxy’ เกม Mario บนเครื่อง Wii ที่ออกเมื่อปี 2007 มาไม่น้อย ทั้งในด้านเซตติ้ง ฉากดวงดาวต่าง ๆ ที่เป็นรูปทรงกลม เหมือนลูกโลกขนาดเล็ก และการเดินทางข้ามดวงดาว ที่ในแต่ละดวงดาว ก็จะมีลักษณะของภูมิประเทศ และผู้อาศัยที่แตกต่างกันไป พร้อมกับการผจญภัยในดาวต่าง ๆ ที่ มาริโอ้, ลุยจิ, โท้ด, โยชิ และเจ้าหญิงพีชต้องเผชิญ โดยหนังจะเล่าออกเป็นสองส่วน คือส่วนของเจ้าหญิงพีช ที่ตัดสินใจออกไปช่วยโรซาลิน่าก่อน พร้อมกับโท้ด และ มาริโอ้ กับลุยจิที่โดนดึงออกไปตามหาทั้งเจ้าหญิงพีชอย่างไม่ตั้งใจ เพราะถูกเบาเซอร์จูเนียร์ยกออกไปทั้งปราสาทเพื่อตามหาพ่อเบาเซอร์ของเขาคืน

ก่อนอื่นต้องเล่าสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อน นั่นคือเพซการเล่าเรื่องที่ทำให้ภาพยนตร์ความยาว 1 ชั่วโมง 45 นาทีโดยประมาณนั้นไม่มีจุดที่น่าเบื่อเลย ทั้งเรื่องมีการเคลื่อนไหว แอ็กชันแทบจะตลอดเวลา ทำให้การเล่าเรื่องไม่ยืดยาด ไม่น่าเบื่อ และได้นำเอาตัวละครแต่ละตัวที่ออกมา แสดงบทบาทความเป้นตัวของตัวเองอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งมาริโอ้ ลุยจี เจ้าหญิงพีช หรือกระทั่งเบาเซอร์ และเบาเซอร์จูเนียร์ ต่างได้นำเสนอตัวตนของตัวเองที่ชัดเจน แม้จะไม่เคยรู้จักมาริโอ้ในฐานะเกมมาก่อน ก็รู้จักทุกตัวละครได้ และสามารถดูจนจบ เข้าใจ สนุก ตลก เฮฮาไปกับภาพยนตร์ได้ไม่ยากเย็น แบบที่ไม่เกิดอาการ Cringe แบบที่ผู้เขียนเคยสัมผัสได้ในบางช่วงของภาคแรกเลยด้วย
แต่ถ้าคุณ เป็นคนที่เคยเล่น หรือรู้จักเกมซีรีส์ Mario มาก่อน (โดยเฉพาะผ่าน Pop-Culture ทั้งเพลง เกมเพลย์ หรือกระทั่ง ‘มีม’) สิ่งที่ Nintendo ทำ คือการ ‘กล้าได้กล้าเสีย’ ที่จะเพิ่มตัวละครใหม่ ๆ เข้ามาในเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตัวละครจากเกมอื่น’ ที่ถูกเสริมเข้ามาในเรื่องให้คนที่รู้จักได้รู้สึกว่า “เฮ้ย ตัวนี้ก็มาด้วยหรอเนี่ย” ไม่มากก็น้อยด้วย

รวมไปถึง การตัดสินใจในการออกแบบภาพที่นอกจากจะแตกต่างจากภาคที่แล้ว ที่มีความเป็นหนังมากกว่าเกม มาเน้นความเป็นเกมมากกว่าหนัง ซึ่งหลาย ๆ จุด เรียกง่าย ๆ ได้เลยว่า ‘กระตุกต่อมแฟนบอย’ แน่นอน รวมไปถึงเพลงประกอบ ที่ยังคงเหมือนในภาพยนตร์ภาคที่แล้ว ที่ใส่เพลงประกอบที่ดัดแปลงมาจากเพลงประกอบในเกมจริง ๆ ให้หลายเพลงมาก จนสังเกตได้ ให้อธิบายง่าย ๆ คือ Mario ภาคนี้ ‘เอาใจแฟนบอยมากขึ้น’ แบบเห็นได้ชัด
กลับกัน หากคุณเป็นแฟนคลับของซีรีส์ Super Mario Bros. แบบเต็มขั้นแล้ว สิ่งที่ The Super Mario Galaxy Movie ทำ คือการเล่าเรื่องราวของทุกตัวละครขึ้นมาใหม่ ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะต้องยืนยันตรงนี้ก่อนว่า เนื้อเรื่องในภาพยนตร์ จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากในเกม Super Mario Galaxy ทั้งภาค 1 และภาค 2 ที่ชัดเจน เป็นการเล่าเรื่องในอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย แถมสิ่งที่หนังตัดสินใจทำในการเล่าเรื่องครั้งนี้ จะกลายเป็นข้อถกเถียงในวงการอีกไม่มากก็น้อย

แต่ Shigeru Miyamoto (ชิเงรุ มิยาโมโต้) ผู้สร้างทั้ง Mario และ Zelda เคยให้สัมภาษณ์เองผ่าน Game Informer เลยว่า มาริโอ้และเบาว์เซอร์ เปรียบเสมือน ‘คณะละคร’ ถ้าคุ้นเคยกับตัวละครอย่าง ป๊อปอาย หรือตัวละครจากคอมิกสมัยก่อน คุณจะเห็นบ่อยครั้งที่ตัวละครชุดเดิม ได้รับบทบาทที่แตกต่างกันออกไปตามตอนนั้น ๆ บางตอนพวกเขาอาจจะเป็นนักธุรกิจ หรืออีกตอนอาจจะเป็นโจรสลัด พวกเขาจะเปลี่ยนบทบาทไปตามเรื่องราวที่กำลังถูกเล่า จึงมองตัวละครต่าง ๆ ในซีรีส์ Mario ในลักษณะที่คล้ายกัน และรู้สึกว่าพวกเขาสามารถรับบทบาทที่ต่างกันได้ในเกมที่ต่างกัน พวกเขาเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นคณะนักแสดงกลุ่มหนึ่งก็ได้ อันแปลได้ว่าจักรวาลของแต่ละเกม (และภาพยนตร์) ก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะไม่เชื่อมต่อกันได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ในภาพรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถทำหน้าที่ในการให้ความสนุก ครบถ้วน เรียบง่าย และที่น่าสนใจคือ ‘ภาพสวยมาก’ คือสามารถเรนเดอร์แต่ละตัวละครให้มีความเป็นการ์ตูนแบบที่เคารพต้นฉบับแบบสุด ๆ ทุกตัวละคร ไปพร้อม ๆ กับการสร้างความสมจริงในส่วนต่าง ๆ ของเรื่อง ทั้งเสื้อผ้า เส้นผม ฉากต่าง ๆ และการจัดแสงภายในภาพแต่ละช็อตได้น่าดูมาก ๆ ต่อให้ไม่ได้สนใจอะไรในมาริโอ้เลย แต่การเข้าไปเสพงานภาพแอนิเมชันเพื่อย้ำเตือนตัวเอง ว่าโลกแอนิเมชันเดินทางมาไกลถึงจุดนี้แล้ว ก็น่าสนใจไม่น้อย

ให้สรุปโดยง่าย The Super Mario Galaxy Movie คือแอนิเมชันที่มีความกลมกล่อมในตัวเอง หรือเรียกได้ว่ากลมกล่อมยิ่งกว่าภาคแรกด้วยซ้ำ การเล่าเรื่องไม่ติดขัด เข้าใจง่าย แมบางจุดจะมีความตื้นเขินไปบ้าง แต่หากมองนี่เป็นแอนิเมชันเพื่อเด็ก ๆ แล้ว The Super Mario Galaxy Movie ถือว่าประสบความสำเร็จในส่วนนั้นไปแล้ว นี่คือแอนิเมชันที่เด็กดูได้ และผู้ใหญ่ดูดีโดยแท้จริง
แต่อย่างที่จั่วหัวไว้ในชื่อบทความ นี่คือแอนิเมชันที่ทำให้เด็กหนวด ที่เคยผ่านเกม Mario มาอย่างโชกโชน ได้ชุ่มชื้นหัวใจด้วยการเอาใจจาก Nintendo ที่ทำให้ชวนหวนนึกย้อนถึงเกมที่เราเคยเล่นมาก่อนไม่มากก็น้อยเป็นแน่ ซึ่งนั่นก็ถือว่าภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ถ้าคุณอยากจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของ ‘The Super Mario Galaxy Movie’ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากการทำการบ้านเรื่องของหนังภาคก่อนอย่าง The Super Mario Bros. Movie แล้ว อยากให้ทำการบ้านเรื่องของ ‘เกมอื่น ๆ’ ในแฟรนไซส์ Mario เพื่ออรรถรสในการรับชมที่เต็มที่ โดยจะขอซ่อนไว้หลัง Spoiler เพื่อไม่ให้คนที่อยากไปลุ้นหน้างาน โดนสปอยล์ก่อนเวลาอันควร
คลิกเพื่อดูชื่อเกมที่ควร ‘ทำการบ้านเพิ่ม’
Super Mario Galaxy, Super Mario Bros., Super Mario World, และ Super Mario 64
ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชม The Super Mario Galaxy Movie ในระบบ 4DX ที่มาพร้อมความรู้สึกสมจริงแบบเต็มระบบ ทั้งแสงแฟลช เก้าอี้โยก และไอพ่น สร้างความรู้สึกให้เหมือนกับเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์จริง ๆ และทำให้ความรู้สึกในการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ยิ่งสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้ความรู้สึกคล้ายกับได้เล่นเครื่องเล่นใน Super Nintendo World ใน Universal Studio Japan เลยทีเดียว แต่ถ้าชอบการเสพภาพที่สวย สมจริง และเต็มความละเอียดที่สุด อยากแนะนำให้ไปรับชมในระบบ IMAX ที่ The Super Mario Galaxy Movie ก็รองรับเช่นเดียวกัน
The Super Mario Galaxy Movie มีกำหนดฉายในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์ สามารถติดตามรายละเอียดและเช็กรอบฉายเพิ่มเติมได้ที่ : Major Cineplex





