
หลังจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของซีรีส์ ‘สาธุ’ บน Netflix ในซีซันแรก ที่ปลุกกระแสตั้งคำถามเรื่อง “พุทธพาณิชย์” ในสังคมไทย ซีรีส์เรื่องนี้ได้กลับมาอีกครั้งในซีซัน 2
โดยในบทสัมภาษณ์นี้ ทีมงาน CEEi ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับ คุณแจ็ค-วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ ที่จะพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของไอเดียซีรีส์เรื่องนี้ พร้อมเจาะลึกวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างตัวละคร ที่อาจทำให้ผู้ชมมองระบบพุทธพาณิชย์ในมุมมองที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แจ็ค : ตอนเด็ก ๆ ผมไปวัดเพราะว่าไปกับที่บ้าน ก็เป็นพุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว ช่วงวันหยุดพ่อกับแม่ก็จะต้องไปวัด แต่ว่าผมอยู่ต่างจังหวัด อยู่ที่อุบลราชธานี วัดที่ผมไปก็จะเป็นเหมือนกับวัดป่า ที่เป็นเครือของวัดหนองป่าพง วัดป่าชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี ผมจะไปวัดเล็ก ๆ อีกที่หนึ่งที่เป็นสายเดียวกัน ที่อยู่ต่างอำเภอ
ในช่วงเวลานั้นผมก็จะได้เห็นวัฒนธรรมที่กลุ่มชาวบ้านจะมารวมตัวกัน เพื่อมาพบปะกัน มาพูดคุยกัน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง แล้วในวัดที่พระจะฉันมื้อเดียว ชาวบ้านก็จะตั้งใจทำอาหารกันมาเพื่อถวายให้วัด ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมก็ได้ซึมซับกับวัฒนธรรมเหล่านี้ แล้วพอเราโตขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ได้เจอสังคมที่โตขึ้น ได้เจอวิธีคิดที่เยอะขึ้น ได้ไปวัดที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานทางพุทธศาสนาต่าง ๆ ทั้งงานศพ งานบุญ งานบวช ผมก็เลยได้เห็นวิธีการที่แต่ละวัดนำเสนอหลากหลายมาก
มันก็เลยเป็นไอเดียตั้งต้นตั้งแต่ตอนนั้น ว่าถ้าเกิดสมมติว่าเราจะมีวัดสักวัดหนึ่งที่เราต้องทำเอง แบบเกม SimCity หรือ The Sims ที่เราจะสร้างเป็นแบบ ๆ นี้ เราจะสามารถทำให้คนเข้ามาทำบุญวัดเราได้มากน้อยขนาดไหน

แจ็ค : ผมคิดเรื่องนี้มาตลอด ที่เล่าไปเมื่อสักครู่ว่าถ้าเกิดเรามีวัดสักวัดหนึ่ง เราจะสามารถสร้างออกมาในรูปแบบไหน ผมก็เลยคิดมาตลอด จนเหมือนมาเจอจุด ๆ หนึ่งที่รู้สึกว่าแล้วถ้าเกิดสมมติว่า
ในการที่มีความเป็นพุทธพาณิชย์ ทุกคนเข้ามาทำบุญเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง หรือจุดประสงค์ในการทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้สืบทอดกันต่อไป แต่ถ้าเกิดสมมติว่ามีกลุ่มคนที่เขาคิดว่าอยากจะสร้างวัด แต่คิดไปในทิศทางที่ไม่ดีล่ะ
(นี่คือจุดตั้งต้นของไอเดีย)
มันสามารถเห็นได้จากเรื่องจริง ในข่าวหรือในเหตุการณ์ที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน มันเกิดขึ้นเห็นได้ชัดมาก ว่ามันมีวิธีการจัดการกับพุทธพาณิชย์ในรูปแบบที่มันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรบางอย่างที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้คนมีจุดรวมตัวหรือเป็นอนุสรณ์สถานบางอย่าง กับอีกวิธีการหนึ่งก็คือการทำให้ผู้มีจิตศรัทธาหลาย ๆ คนมาบริจาคมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันสังเกตได้ชัดมากเลยก็คือ “เรื่องการตรวจสอบความโปร่งใส มันมีมากน้อยแค่ไหน”
มันไม่ได้คิดครั้งเดียว แล้วก็ขยายมาเป็นเรื่องได้ ผมก็ค่อย ๆ เก็บทีละอย่าง ๆ มาจากเรื่องสร้างวัดก่อน มาเจอว่าวิธีการตรวจสอบมันไม่ได้โปร่งใสแบบ 100% วิธีการจัดการในแต่ละวัดมันมี ซึ่งไม่ใช่แปลว่าไม่ดีทั้งหมด ก็เลยแอบคิดว่ามันอาจจะเป็นเหมือนช่องโหว่หนึ่ง ที่ถ้าเกิดสมมติว่ามีคนที่คิดไม่ดี เหมือนกับกลุ่มวัยรุ่น 3 คนในเรื่องที่เป็นตัวแทน แล้วเขาคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นผลประโยชน์ที่เขาสามารถเอาเข้าตัวเองได้ เพื่อไปใช้หนี้ หรือเพื่อไปทำอะไรบางอย่าง โดยที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบ ไม่ต้องยื่นภาษี มันอาจจะสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่างกลุ่มวัยรุ่น 3 คนในเรื่องที่ผมใส่ไปเป็นตัวอย่างให้ดูว่าพวกเขามองแบบนี้
แต่ถ้าเกิดเราจะสร้างวัดจริง ๆ มันไม่ได้สร้างได้ง่าย มันไม่ใช่แบบเราเจอที่ดินแล้วเราสร้างวัดเลย มันต้องมีการค่อย ๆ ไล่สเต็ป จากที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ สถานปฏิบัติธรรม ผมอาจจะเรียงไม่ถูกนะ แล้วก็ค่อยมาเป็น ‘วัด’ มันใช้เวลามาก ๆ
ซึ่งหลังจากที่ผมพอได้ไอเดียแล้ว มันเป็นสิ่งที่ผมติดอยู่มาเรื่อย ๆ จนช่วงหนึ่งที่ได้ไปทำงานเชิงร้านอาหาร แล้วก็ได้รู้ขึ้นมาว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Takeover’ หรือเข้าไปซื้อกิจการ เข้าไปดูแลกิจการ มันไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลยก็ได้ เราก็แค่หาวัดที่มีศักยภาพ หาวัดที่ไม่ได้ใหญ่เกินไป ไม่ได้เล็กเกินไป มีกลุ่มชาวบ้าน กลุ่มประชาชน กลุ่มคนที่สามารถเข้าไปทำบุญได้ สามารถสร้างเงินได้ เพราะใหญ่เกินไปก็อาจจะมีคนที่เขาไปจัดการดูแลอยู่แล้ว แล้วกลุ่มวัยรุ่น 3 คนก็อาจจะเข้าไปแทรกซึมได้ยาก ก็เลยคิดว่า “งั้นก็ใช้วิธีการ Takeover นี่แหละ” นั่นก็คือจุดที่เป็นไอเดีย แล้วก็ค่อย ๆ ไล่เขียนพล็อตขึ้นมา ค่อย ๆ รีเสิร์ชกับทีมเขียนบท
แจ็ค : เราพัฒนาซีซัน 2 ตั้งแต่ตอนที่ซีซัน 1 ยังไม่ออนแอร์ หลังจากที่เราส่งงานครบทุก ๆ ตอนไป เพื่อรอที่จะเผยแพร่ พอเราทำซีซันแรกเสร็จ ตอนเขียนบทมันถูกคิดต่อไปแล้วแหละ ว่าเรามี Material อะไรที่เหลือพอจะไปทำในซีซันต่อไปบ้าง
ซีซัน 2 เราก็มองมุมที่มันใหญ่ขึ้น จากเดิมทีที่ผมเล่าให้ฟังว่า ‘วัดภุมราม’ เป็นระดับตำบล วิธีการที่จะไปบริหารวัดก็จะเป็นสเกลแบบนั้น ถ้าเกิดเป็นสเกลใหญ่ขึ้น อะไรล่ะที่จะเป็นสิ่งที่เข้ามาทำให้เป็นอุปสรรคของกลุ่ม ของตัวละครเรา อันนี้ก็คือ ‘การเมือง’ ที่สเกลมันใหญ่ขึ้น มันมีเรื่องผลประโยชน์ เงินที่ใหญ่ขึ้น เดิมพันใหญ่ขึ้น โปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น มันเลยต้องมีคล้าย ๆ กับ ‘ตัวบอส’ ในเรื่องที่เราจำลองขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่า 3 คนนี้จะต้องเจอกับระบบอะไรที่คอยคอนโทรลพวกเขาอยู่

แจ็ค : ตัวละครที่ผมมองไว้ก่อนเลย คือ ‘พีช-พชร จิราธิวัฒน์’ ด้วยคาแรกเตอร์ของ ‘เกม’ ที่เขาจะเป็นคนที่มุทะลุ กล้าได้กล้าเสีย คนที่มีความตื่นตัวที่สุดในเรื่อง ถ้าจะเปรียบเทียบระหว่างวินกับเกม วินจะมีความนิ่ง ๆ ถ้าเกิดสมมติว่าเขาจะต้องให้คำตอบหรือจะต้องแสดงออกอะไร ถ้าเขารู้สึกว่าไม่ชัวร์ เขาก็จะพยายามไม่พูด แต่ตัวละครเกม ผมรู้สึกว่ามันมีคาแรกเตอร์บางอย่างที่คิดเลยทำเลย ไม่ได้รอบคอบ เราเลยพยายามหาคาแรกเตอร์ที่มันมีความไดนามิกในนั้น แล้วจริง ๆ ก็เห็น พีช พชร เขาเล่นจากหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เรื่องแรก ๆ เลย ‘SuckSeed’ ที่เราเห็นว่าเขามีมุมนั้นอยู่ เราเลยลองหยิบมาว่าถ้าเกิดเราตัวละคร ‘SuckSeed’ ของพชร เวอร์ชันที่โตขึ้นมันจะเป็นตัวละครแบบไหน แล้วพอไปเจอสถานการณ์ที่กดดัน บีบคั้นมาก ๆ มันจะถ่ายทอดออกมาเป็นยังไง
ส่วนตัวละครที่ 2 คือ ‘วิน’ ผมมองวินว่าจะมีความเกมจิตวิทยานิดหนึ่ง แล้วก็เป็นคนที่คิดแผนหรือวางหมากตลอดเวลา ซึ่งผมว่า ‘เจมมี่เจมส์’ เขาน่าจะสามารถควบคุมระดับการแสดงได้ค่อนข้างดี ผมว่ามันมีความซับซ้อนของการเล่น อยู่กับแม่เป็นอีกแบบ อยู่กับเพื่อนเป็นอีกแบบ หรืออยู่กับตัวเองก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่ามิติของการแสดงต้องการคนที่เล่นวิธีการได้ซับซ้อนมาก ๆ หรือถ่ายทอดน้อย ๆ แต่ยังรู้สึกอยู่ แล้วพอเราเห็นเจมมี่เจมส์จากผลงานที่ผ่านมา ผมถือว่าเขามีมิตินี้ที่ค่อนข้างน่าสนใจ
‘แอลลี่’ จริง ๆ ตัวละครผู้หญิงในเรื่องนี้ค่อนข้างหายากมาก ๆ เพราะว่าเรามีพีชกับเจมส์แล้ว เราพยายามหาคนที่เป็นเหมือนตรงกลางที่คอยเชื่อมต่อทั้งคู่ แล้วตัวละครนี้ต้องเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ ซึ่งตอนแรกที่เราคุยกับแอลลี่ให้มาแคสต์น้องยังเด็กมาก อายุ 18 ปี ณ ตอนนั้น แล้วพอมาเล่นจริง ๆ เรากลับเห็นเคมีบางอย่างที่เขาเชื่อมต่อตรงกลางได้พอดี เขาสามารถเป็นตัวละครที่เป็นเพื่อนกับวินกับเกมได้ และตัวละครของเขาก็มีเสน่ห์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วแอลลี่เขาแชร์มาประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก เขาบอกว่าเขาจะพยายามอ่านบทอย่างละเอียด ทำการบ้าน แต่เขาจะพยายามไม่ได้ตีความอะไรเข้ามาอยู่ในซีน เพื่อที่พอเขาอยู่ในซีนแล้วทุกอย่างจะสดใหม่
‘พี่โดนัท มนัสนันท์’ ผมคิดว่าเขาเป็นนางเอก ก็เลยคิดว่าถ้าเกิดสมมติว่าลองทำให้พี่โดนัทกลายมาเป็น ‘ผู้ร้าย’ ที่ยังมีความเป็นนางเอกอยู่จะเป็นแบบไหน และเรื่องความสามารถการแสดงของเขาค่อนข้างหลากหลาย พอเขาเทิร์นมาเป็นคนร้ายมันก็ทำให้เห็น 2 ด้าน ที่ทั้งดูใจดีแล้วก็ดูน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ก็เลยคิดว่าพี่โดนัทนี่แหละน่าจะเป็นคนที่สามารถอยู่กับบทนี้ในซีซัน 2 ที่มันขยายมากขึ้นได้ดีมาก
‘พี่ปั๊บ POTATO’ คืออยู่ในใจตั้งแต่แรกเลย เวลาเขียนบทกับทีมก็จะคิดแหละว่าใครจะเป็นคาแรกเตอร์ไหน เพราะมันจะเห็นภาพได้ชัดขึ้น เวลาพยายามใส่โมเดลเข้าไป ซึ่งผมคิดว่าตัวละครนี้เป็นพี่ปั๊บมาตลอด แต่ว่าตอนที่ทำงานกับเขียนบทก็จะยกตัวอย่างคาแรกเตอร์อื่น ๆ ที่สามารถทำให้เขียนได้ง่ายขึ้น แล้วเราก็ลองเปิดแคสต์ดูว่าใครจะเป็นบทนี้ได้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงไม่ยอมแคสต์พี่ปั๊บ อาจจะคิดว่าเขาเป็นนักร้อง ไม่โกนผม ต้องไปออกคอนเสิร์ต เราจะทำงานได้หรือเปล่า แล้วเขาจะยอมมาแสดงหรือเปล่า ผมคิดในใจมาตลอด แล้วก็ไปแคสต์หลาย ๆ คน ก็เลยรู้สึกว่าหลาย ๆ ท่านก็เล่นได้ค่อนข้างดี แต่ว่ายังไม่ได้เห็นมิติของน้ำหนักอารมณ์แบบที่เราอยากจะหาตัวละครนี้ จนมีช่วงหนึ่งก็มีทีมแคสติงในซีซัน 1 ที่ถามว่าลองแคสต์พี่ปั๊บไหม เขาเลยนัดคุยให้
ปกติเวลาคุยกับนักแสดงอื่น ๆ ก็จะมีวิธีการเล่าที่ไม่ได้เป็นสปอยล์ขนาดนั้น เล่าเรื่องย่อ เล่าสิ่งที่จะทำ แต่พอได้โทรไปเล่ากับพี่ปั๊บ ผมเล่าจบทั้งเรื่องเลย เพราะว่าอะไรก็ไม่รู้ มันเหมือนมีการโยนไอเดีย หรือเป็นไวบ์บางอย่างที่รู้สึกว่าเราต้องเล่าไปได้เรื่อย ๆ จนคิดว่าคนนี้แหละใช่ แต่ก็ยังมาแคสต์นะ แล้วเราก็เห็นมิติบางอย่างที่น่าสนใจ จากนั้นเราก็ต้องไปทำเวิร์กช็อปต่อ ให้สามารถจัดเรียงตัวละครของเขาให้กลมขึ้น
แจ็ค : ผมเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูหรือว่าถูกสั่งสอนมาแบบชาวพุทธ ไม่ว่าจะในเชิงของครอบครัว ที่พ่อแม่พาไปวัด หรือวิธีการที่เขาจะสอนอะไรต่าง ๆ ในตอนเด็กว่าฆ่าสัตว์มันบาป ทำอย่างงี้มันไม่ดี เดี๋ยวมีกรรม ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แถมตอนที่เรียนหนังสือ ป.1 ถึง ม.6 ผมก็เรียนวิชาพุทธศาสนามาตลอด ซึ่ง ณ ตอนนั้น เราก็ไม่ได้พยายามจะทำความเข้าใจ เพราะเราเรียนเพื่อให้ได้เกรด
แต่ว่าพอเราเติบโต แล้วเราก็ได้เห็นโลกที่มันหลากหลายมากขึ้น มีสังคมที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงอายุที่เติบโตขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าวิธีการที่เป็น Philosophy (ปรัชญา) แบบศาสนาพุทธ มันค่อนข้างใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้ แล้วก็วิธีการพวกนี้มันสามารถทำให้เราอยู่ในกรอบ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ต้องไปทำพิธีการหรือพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสนาแบบ 100% แต่เราเลี่ยงไม่ได้เลยว่าเราจะต้องมีไปงานศพ ถ้าเกิดสมมติว่ามีคนใกล้ชิด เพื่อน หรือเป็นคนรู้จักเราเสียชีวิต หรือเป็นงานบวช งานบุญบางอย่าง ที่พ่อแม่หรือว่าที่บ้านเราไป เลยทำให้ผมรู้สึกว่าผมเชื่อในหลักคำสอนของพุทธศาสนาในแกนจริง ๆ มันสามารถทำให้ผมอยู่ในกรอบ ในร่อง ในรอย แล้วก็ปฏิบัติตัวไม่ได้เหลวไหลจนเกินไป ก็เลยคิดว่าศรัทธาของพุทธศาสนาของผม ผมยังศรัทธากับหลักคำสอนอยู่ เพราะว่ามันน่าจะเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาจริง ๆ

แจ็ค : ผมว่าถ้าเกิดสมมติว่า สุดท้ายแล้วมันจะมีอะไรบางอย่างที่มันบอกได้ว่าสิ่ง ๆ นั้นไม่น่าศรัทธาแล้ว ถ้าเกิดเราเห็นในข่าว เราก็จะเห็นได้ว่ามีพระหลาย ๆ รูปออกมา ณ ช่วงเวลาไม่กี่เดือน แล้วก็จะมีกลุ่มคนที่รู้สึกว่าไม่เชื่อในตัวพระเหล่านั้นที่อาจปฏิบัติไม่ดี จนคนไม่ศรัทธา ผมรู้สึกว่ามันเข้าใจได้จริง ๆ
แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็ยังเข้าใจอยู่ว่าในประเทศไทยของเราก็มีพระสงฆ์หลายแสนรูป ผมคิดว่าจากศาสนาพุทธที่เราเหมือนให้สีว่าเป็นสีขาว พอมันมีจุดดำ ๆ ในนั้นที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีที่เราได้เห็น มันสามารถเห็นได้ง่าย แล้วเราก็จะเพ่งไปจุดนั้น แต่ผมก็ยังเชื่อว่ายังมีพระอีกหลาย ๆ รูป ที่พยายามจะเผยแพร่ศาสนา หรือว่าพยายามจะปฏิบัติตัวอยู่ในพระธรรมวินัย แล้วก็ยังเป็นที่พึ่งของกลุ่มคนที่มีจิตศรัทธาอยู่
ผมยังคิดว่าถ้าเราไม่ได้มองเป็นรายบุคคล และพยายามทำความเข้าใจ มันยังมีสิ่งดี ๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้จากศาสนาพุทธอีกเยอะมาก
แจ็ค : ซีนที่ประทับใจผมชอบซีนในตอนที่ 8 มาก มันจะเป็นซีนที่ 3 คนเขามาเจอกันครั้งแรก มันจะเป็นซีนที่เห็นตัวละครทั้ง 3 คนมาชวนกันทำธุรกิจ ซึ่งมันคือ Day 1 ของคำว่า “วิน เดียร์ เกม” แล้วทุกคนมีความหวัง ทุกคนยังมองความสำเร็จที่รออยู่ แล้วมันคือการที่กลุ่มเพื่อนที่เขาเข้ามาคุยกันด้วยความสบายใจมาก ๆ ผมเลยชอบอารมณ์ ณ ตอนที่ถ่าย ณ โมเมนต์นั้นมาก มันทำงานกับผมมาก ๆ ที่เรามาเห็นว่านี่คือวันแรกที่ 3 คนนี้มันรู้จักกันเหรอ แล้วการรู้จักกันของตัวละคร 3 คนนี้ มันนำพาตัวละครไปถึงจุดไหน อันนี้คือซีนที่ผมชอบในซีซันนี้

“พอพูดถึง ‘ศาสนาพุทธหรือพุทธพาณิชย์’ มันมีอะไรให้เล่าอีกเยอะมาก ในคอมเมนต์ก็จะมีหลายคนที่บอกว่ามีให้เล่าอีกเยอะเลย เรื่องจริงแรงกว่าในซีรีส์อีก เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าสิ่งที่จะหยิบเอามาเล่าในซีซันต่อไป ถ้าเกิดจะต้องขยายก็คืออยู่ที่ว่าจุดไหนที่ ณ ตอนนั้น เป็นจุดที่เป็นอุปสรรคของตัวละครเราของเราจริง ๆ
มันมีเรื่องให้เล่าอีกเยอะ แต่สุดท้ายแล้วเอาจริง ๆ ก็ต้องอยู่ที่ผลตอบรับของแต่ละซีซันว่าเป็นยังไง ณ ตอนนี้พอเป็นซีซัน 2 นี้ ทีมเขียนบทหรือในฐานะที่เป็นคนทำ ‘สาธุ’ ก็คิดว่ามันต้องวางแผนหรือเหลือร่องรอยอะไรบางอย่าง เพื่อจะทำในซีซันต่อไปไว้เรื่อย ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ที่ผลตอบรับหรือคนดูว่าฟีดแบ็กจะเป็นยังไง





