Google เปิดตัว Opal เอเจนต์ AI ด้านการเขียนโค้ดที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทาง Google Labs โดยเครื่องมือตัวนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถพัฒนา, ปรับแต่ง และแชร์มินิแอปพลิเคชันที่สร้างด้วยคำสั่งในรูปประโยคทั่วไปได้
ความเคลื่อนไหวในวงการปัญญาประดิษฐ์ เอไอพัฒนาไปถึงขั้นไหน มีผลกระทบอย่างไร Ceei รวบรวมมาแล้ว
Google เปิดตัว Opal เอเจนต์ AI ด้านการเขียนโค้ดที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทาง Google Labs โดยเครื่องมือตัวนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถพัฒนา, ปรับแต่ง และแชร์มินิแอปพลิเคชันที่สร้างด้วยคำสั่งในรูปประโยคทั่วไปได้
หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกด้าน AI เพื่อให้ประเทศต่างๆ ประสานงานกันในการพัฒนาและรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว นี่คือหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากการประชุมประจำปีด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Conference: WAIC) ที่จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ เรียกว่ารวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบายจากหลายหลายประเทศ โดยมีบริษัทเทคโนโลยีจากจีนอย่าง Huawei และ Alibaba และสตาร์ทอัพอย่าง Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ส่วนฝั่งบริษัทจากตะวันตกที่เข้าร่วมก็มี Tesla, Alphabet และ Amazon การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ของจีน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ
ซีอีโอของ OpenAI แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตอนนี้ AI มีความสามารถในการวินิจฉัยที่ดีและแม่นยำกว่าแพทย์หลายคนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น คนก็ยังเลือกที่จะไปหาหมอที่เป็นคนมากกว่าเพราะความไว้วางใจและความสบายใจกว่าที่จะไปหา AI
Anthropic เป็นบริษัทที่ไ้ด้รับการยกย่องว่ามีความก้าวหน้าด้านการพัฒนา AI กำลังเผชิญปัญหาด้านคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่อาจนำไปสู่การทำให้บริษัทต้องเจ๊งได้เลย วันที่ 17 กรกฎาคม 2025 ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในซานฟรานซิสโกได้อนุมัติคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มต่อ Anthropic ที่เกี่ยวข้องกับผลงานที่มีลิขสิทธิ์สูงสุด 7 ล้านชิ้นที่มีการดาวน์โหลดเถื่อนมา อย่าง LibGen และ PiLiMi
ปัจจุบันหลายคนแทบจะใช้ AI ในชีวิตประจำกันเรียบร้อยแล้วตั้งแต่บนสมาร์ตโฟน แอปต่าง ๆ เสิร์ชเอนจิ้น แม้แต่หน่วยงานต่าง ๆ ก็มีการเอา AI เข้ามาใช้กันมากขึ้นเช่นกล้องตรวจจับที่ขับเคลื่อนด้วย AI แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดคงไม่พ้นแชตบอตอย่าง ChatGPT ที่เราใช้ถามอะไรกันมากมาย แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการหาหรือใช้ข้อมูลนั้นแตกต่างจากที่ผ่านมามาก
เราอาจคุ้นเคยชื่อของ ChatGPT, Google Gemini หรือ Microsoft Co-Pilot กัน แต่อีกเครื่องมือที่มาแรงมากสำหรับคนที่ใช้ AI ในการค้นหาเรื่องราวคือ Perplexity ที่ถามอะไรกับมันก็ได้ แล้วมันจะหาคำตอบออกมาแบบน่าเชื่อถือกว่าใช้ AI ทั่วไปใช้ เพราะมันคือคำตอบที่หามาจากโลกอินเทอร์เน็ต แบบมีอ้างอิงทุกช่วงว่าที่มาของข้อมูลนี้มาจากเว็บไหน ให้ผู้ใช้พิจารณาต่อได้ว่าควรเชื่อข้อมูลนี้แค่ไหน หรือจะตามไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่มันอ้างอิงก็ได้ การทำงานหลักของ Perplexity คือพิมพ์ถามเข้าไป ซึ่งสามารถเลือกระดับการทำงานได้ 3 แบบคือ โหมดทำงานอื่น ๆ ของ Perplexity
รัฐบาลทรัมป์ปรับแผนโรดแม็ปการพัฒนา AI เตรียมแก้กฎหมายและระเบียบราชการที่ยุ่งยาก เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศให้กลายเป็นผมหาอำนาจด้านปัญญาประดิษฐ์ แผน AI Action Plan ของทรัมป์นั้นมีทั้งหมด 28 หน้า ประกอบด้วยนโยบายมากกว่า 90 แผนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ สิ่งสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลและส่งเสริมเทคโนโลยีของอเมริกา เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับจีน คาดว่าจะดำเนินการได้จริงเร็วสุดในปีหน้า ซึ่งมีสาระสำคัญคือ คาดว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับในวันพุธหน้า ประกอบด้วบ คำสั่งส่งเสริมการส่งออกเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยสหรัฐฯ ไปสู่ต่างประเทศ และคำสั่งกำจัดระบบ AI
แม้ว่าตอนนี้ฟีเจอร์ AI mode ใน Google Search นั้นจะเปิดให้ใช้งานเฉพาะสหรัฐและอินเดีย แต่ยอดผู้ใช้ก็ค่อนข้างน่าประทับใจ ทะลุ 100 ล้านคนเรียบร้อยแล้ว ระหว่างการทบทวนรายงานประจำไตรมาสล่าสุด ทาง Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ได้ประกาศว่า “โหมด AI” ใหม่ของ Google Search ได้ก้าวสู่ความสำเร็จครั้งใหม่ นับตั้งแต่เปิดตัวในช่วงปลายเดือนเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยในช่วงทดสอบเบต้านั้น ผู้ใช้จะเห็นปุ่ม AI Mode มาแทน
YouTube เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ Shorts ให้ผู้ใช้สามารถ “เปลี่ยนภาพนิ่งเป็นวิดีโอด้วย AI’ พร้อมกับเอฟเฟกต์ AI ใหม่ ๆ โดยใช้โมเดลวิดีโอ Veo 2 มาใช้งาน ฟีเจอร์ดังกล่างสามารเปลี่ยนภาพนิ่งเป็นวิดีโอสั้น ๆ สูงสุด 6 วินาที และเตรียมปล่อยให้ใช้งานกันภายในสัปดาห์ข้างหน้านี้ เริ่มที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนประเทศอื่น ๆ เตรียมทยอยเปิดให้ใช้งานกันในอนาคต นอกจากฟีเจอร์เปลี่ยนภาพนิ่งให้เป็นวิดีโอด้วย AI แล้ว
รถไฟใต้ดินนอกจากมีผู้โดยสารเป็นคนแล้ว ยังมีผู้โดยสารที่เป็นหุ่นยนต์เพื่อส่งของ เติมสต็อกสินค้าร้าน 7-Eleven กว่า 100 สาขาทั่วเมืองเซินเจิ้น นี่คือโครงการแรกของโลกที่เปิดทดสอบใช้งานให้หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติกว่า 30 ตัว นั่งรถไฟใต้ดินเพื่อส่งสินค้าไปยังร้านค้าที่อยู่ตามสถานีรถไฟใต้ดินมากกว่า 100 สาขาทั่วเซินเจิ้น หุ่นยนต์ส่งของที่นำมาใช้นั้นพัฒนาขึ้นโดยบริษัทในเครือของ Vanke ซึ่งบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดินเซินเจิ้นถือหุ้นบางส่วน เป้าหมายหลักคือเพื่อทำให้การนำหุ่นยนต์ส่งของไปปฏิบัติงานในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งการทดสอบนี้จัดขึ้นนอกเวลาเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารน้อยที่สุด ตัวหุ่นยนต์มีความสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ด้านบนเป็นหน้าจอ LED แสดงหน้าตา ส่วนด้านหลังเป็นช่องเก็บของ เคลื่อนที่อัตโนมัติด้วยล้อด้านล่าง การเดินทางนั้นใช้ AI ช่วยวางแผน ทำงานคู่กับ





